ทำไมมี “เจ้านายญี่ปุ่น” แล้วชีวิตดี๊ดี !

ก่อนที่ผมจะมาได้เจ้านายญี่ปุ่น ผมทำงานในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะมีเจ้านายเป็นฝรั่งต่างชาติ หรือแม้แต่คนไทย ผมก็ยังรู้สึกว่า สิ่งที่เติมเต็มชีวิตผมยังไม่สมบูรณ์สักที จากประสบการณ์ทำงาน เปลี่ยนงาน เปลี่ยนตำแหน่ง จนกระทั่งเมื่อผมมีโอกาสได้เข้าร่วมงานกับบริษัทญีปุ่นแห่งหนึ่ง ทำให้โอกาสในชีวิตผมเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ผมขอออกตัวไว้ก่อนครับว่า ผมอาจจะเป็นคนที่โชคดีที่ได้เจ้านายญี่ปุ่นที่เข้าใจและไว้ใจในทุกๆ เรื่อง และสิ่งเหล่านี้ก็อาจจะเกิดขึ้นกับใครก็ได้ สิ่งสำคัญที่สุดที่ผมได้รับนั่นคือ โอกาสและทัศนคติเชิงบวก สำหรับทุกๆ เรื่องที่ผมจะเล่าให้ฟังครับ
ตั้งแต่จบจากมหาวิทยาลัย และได้เริ่มเข้าทำงานในบริษัทต่างๆ ผมเริ่มทำงานในส่วนของฝ่ายขาย และไต่เต้าขึ้นมาเรื่อยๆกระทั่งเป็นผู้จัดการ ผมได้ใช้โอกาสที่ได้รับมา ทำงานในหลากหลายด้านเพื่อพิสูจน์ศักยภาพของตัวเอง แต่แล้วก็เหมือนโชคชะตามักจะเล่นตลกกับเราเสมอ ช่วงปี 2550-2551 วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ (Subprime Mortgage Crisis) วิกฤติสินเชื่อด้อยคุณภาพ ปัญหาเศรษฐกิจที่ความคล่องตัวของตลาดสินเชื่อทั่วโลกและระบบธนาคารลดลง ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากความซบเซาของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐอเมริกา การกู้ยืมและการให้กู้ยืมที่มีความเสี่ยงสูง และระดับหนี้สินของบริษัทและบุคคลที่สูงเกินไป วิกฤติครั้งนี้มีผลหลายขั้นและค่อย ๆ เผยให้เห็นความอ่อนแอในระบบการเงินและระบบการควบคุมทั่วโลก วิกฤติซับไพรม์ทำให้เกิดความตื่นตระหนกในภาคการเงินและทำให้นักลงทุนพากันถอนเงินออกจากพันธบัตรที่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อที่มีความเสี่ยงและหุ้นที่มีราคาไม่แน่นอน และนำไปเก็บสะสมในรูปของสินค้าโภคภัณฑ์แทน การเก็งกำไรในราคาล่วงหน้าของสินค้าต่าง ๆ หลังจากตลาดอนุพันธ์ล่ม ทำให้เกิดปัญหาวิกฤติราคาอาหารโลกและภาวะน้ำมันขึ้นราคา นักเก็งกำไรที่ต้องการผลตอบแทนในระยะสั้นถอนเงินจำนวนหลายล้านล้านดอลลาร์จากหุ้นและพันธบัตร และนำบางส่วนไปลงทุนในอาหารและวัตถุดิบต่าง ๆ ประมาณกลางปี 2551 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ที่สำคัญทั้งสาม (ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์, NASDAQ และ S&P 500) เข้าสู่ภาวะถดถอย ในวันที่ 15 กันยายน 2551 ความกังวลใจต่าง ๆ เกี่ยวกับตลาดการเงินเป็นสาเหตุทำให้ดัชนีตกมากที่สุดตั้งแต่เหตุการณ์วินาศกรรมในปี 2544 เหตุการณ์ที่เป็นสาเหตุหลักคือการประกาศล้มละลายของวาณิชธนกิจ เลห์แมน บราเตอร์ส นอกจากนี้ เมอร์ริล ลินช์ ยังถูกบังคับให้รวมกิจการกับธนาคารแบงก์ออฟอเมริกาด้วยมูลค่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์ และความกังวลใจเกี่ยวกับสภาพคล่องของ เอไอจี ทำให้มูลค่าในตลาดหุ้นตกลงมากกว่าร้อยละ 60 ในวันนั้น
แน่นอน ในทุกๆ ที่ๆ มีวิกฤติ ย่อมมีโอกาสตามมาเสมอ ผมมาได้งานบริษัทญี่ปุ่น ผลิตสินค้าส่งออกและผมก็ได้อยู่ในจุดที่ต้องควบคุมการส่งออก ทำให้ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และได้เข้าใจวิธีการทำงานในแบบฉบับของคนญี่ปุ่น รวมถึงการวิธีการลงทุนในรูปแบบต่างๆ
1. ผมได้เรียนรู้การเป็นผู้นำที่มีแผนงานชัดเจน
การเป็นผู้นำ
2. การทำงานเป็นทีม
ทำงานเป็นทีม
3. การมีส่วนร่วมในงานที่ทำ
ส่วนร่วม
นอกจากจะได้ประสบการณ์ที่เพิ่มทักษะในการทำงานแล้ว ในเรื่องการลงทุน ผมยังได้วิชาจากเจ้านาย คอยแนะนำให้เข้าซื้อกองทุนของญี่ปุ่นในช่วงที่ตกต่ำไว้ ตั้งแต่วันนั้นถึงวันนี้ สิ่งที่ผมมีถือเป็นโอกาสเพิ่มมูลค่าของเงินที่ผมมีอยู่ ผลตอบแทนมากกว่าเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปี และยังคงเพิ่มมูลค่าขึ้นเป็นเท่าตัว ต้องขอบคุณโอกาสในวันนั้นที่ทำให้ผมมีวันนี้

http://abcnews.go.com/Business/PersonalFinance/story?id=5805783
https://en.wikipedia.org/wiki/Subprime_mortgage_crisis
http://news.bbc.co.uk/2/hi/7284196.stm
http://www.news.cn/english/

รถยนต์ไฟฟ้า มาหานะเธอ

รถเครื่องยนต์สันดาปภายในถูกลองดีด้วยรถยนต์ไฟฟ้า ใครจะไปคิดว่า รถยนต์พลังงานไฟฟ้าจะเกิดขึ้นและเริ่มใช้งานได้จริง
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2007 หรือเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว ตอนนั้นหากมีใครมาพูดว่า ต่อไปรถยนต์จะไม่ใช้น้ำมันแล้วนะ เราคงคิดว่า คนที่พูดคงสติไม่ดีหรือคงไปรู้อะไรเข้าแล้วแน่ๆ ผมคนหนึ่งที่ไม่ค่อยมีความรู้เรื่องรถยนต์ไฟฟ้าเลย ด้วยความสงสัย จึงเริ่มลงมือค้นหาว่า มีบริษัทผลิตรถยนต์รายไหนบ้างที่ได้เริ่มคิดค้นเทคโนโลยี่แบบนี้มาแล้วบ้าง ปรากฏว่า บริษัทผลิตรถยนต์ส่วนใหญ่เค้าได้ลงมือค้นคว้ากันมานานแล้ว และมีวางจำหน่ายทางฝั่งยุโรปตั้งแต่ปี 2009 หรือเกือบ 10 ปีที่แล้ว แต่สาเหตุที่ยังเป็นที่นิยมนั้นมีหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็น ระยะทางของรถยนต์ที่ใช้ขับได้ไม่ไกล (100-150 km ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง)และด้วยการชาร์จไฟที่ค่อนข้างนานมากนั้น ยิ่งตอกย้ำว่ายังไม่เป็นที่นิยมกันมากนัก จากตัวเลขยอดการขายรวมตั้งแต่ปี 2008-2016 ของค่ายรถอันดับหนึ่ง แค่ +2.5 แสนคัน เฉลี่ยต่อปีก็ไม่เกิน 3 หมื่นคัน คงเทียบกับรถยนต์ที่ใช้น้ำมันไม่ได้แน่ๆ
เมื่อกาลเวลาเปลี่ยน นวัตกรรมและเทคโนโลยี่ก็เข้ามาแทนที่ จากที่เคยใช้เวลาในการชาร์จแบตเตอรี่นานและขับได้ไม่ไกลนัก วันนี้ ขีดความสามารถของรถยนต์ไฟฟ้าไม่ว่าจะเป็นระยะในการเดินทางที่มากขึ้น การชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่ที่สั้นขึ้น ค่าชาร์จไฟเทียบกับค่าน้ำมัน บวกกับคนส่วนใหญ่เริ่มไม่ค่อยมั่นใจในราคาน้ำมันที่ผูกขาดเฉพาะกลุ่มผู้ผลิต ไม่มีทางเลือกอื่นให้ผู้บริโภคมากนัก เมื่อถึงเวลา คนก็เริ่มมองหาสิ่งใหม่ๆ เพื่อทดแทนและรถยนต์ไฟฟ้าคือคำตอบที่ใช่ในช่วงเวลาเช่นนี้
และในต้นปีหน้าเราได้ทำข้อตกลง FTA (Free Trade Area) สินค้าที่มาจากจีนภาษีเป็น 0 การนำเข้าสินค้ากว่า 700 รายการนั้น แน่นอนว่าหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีดังกล่าว 1 ในรายการที่ต้องมีคนนำเข้าคือรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนอย่างแน่นอน
และสิ่งที่ผมจะต้องเตรียมพร้อมก่อนจะตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้า คือ
รูปทรง รูปลักษณ์ ขนาด น้ำหนัก ความปลอดภัยพื้นฐาน
แบตเตอรี่ หรือ สถานีชาร์จแบตเตอรี่ ขณะเดินทาง หรือสถานีที่อยู่นอกบ้าน
ระยะเวลาต่อการชาร์จ ในบ้านหรือตามสถานีบริการ
ค่าไฟที่จะเพิ่มขึ้น มากน้อยแค่ไหน เมื่อเทียบกับการเติมน้ำมัน
อายุการใช้งานของแบตเตอรี่ การรับประกัน ราคาลูกใหม่เท่าไหร่
การบำรุงรักษาตัวเครื่อง แบตเตอรี่
ความสะดวกสบายในการใช้งาน การสื่อสารภายในห้องโดยสาร ลูกเล่นใหม่ๆ
บริการหลังการขาย และที่ขาดไม่ได้คือ ระยะเวลาในการรับประกันตัวรถและแบตเตอรี่ กี่ปี
ทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นปัจจัยที่ควรคำนึง หากท่านอยากลองใช้เทคโนโลยี่ใหม่ๆ และผมก็เป็นคนหนึ่งที่สนใจและอยากทดลองใช้งาน เพราะรถที่ผมใช้งานก็ถึงรอบเวลาที่จะต้องเปลี่ยนพอดี และผมก็เริ่มเห็นโฆษณารถไฟฟ้าในบ้านเราถี่มากขึ้น ผมคิดว่า ยิ่งเป็นการส่งสัญญาณให้เรารู้ว่า ในปีหน้าผมมีโอกาสได้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าอย่างแน่นอน

แหล่งที่มา :
https://en.wikipedia.org/wiki/List_of_electric_cars_currently_available
https://en.wikipedia.org/wiki/Electric_car
https://en.wikipedia.org/wiki/Electric_vehicle

ศุลกากร รับมือสินค้าจีนปลอดภาษีทะลัก 703 รายการ เร่งอุดช่องรถยนต์ไฟฟ้าถูกมากคันละ 2 แสน


https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%9B%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%99

ทำงานประจำก็เป็น “VI” ในตลาดหุ้นได้

ผมเป็นพนักงานประจำที่ทำงานเช้าถึงเย็น ไม่ค่อยมีเวลาได้ศึกษาหาความรู้ใหม่ๆ จนกระทั่งมีเพื่อนมาชวนไปฟังสัมมนาที่เกี่ยวกับชีวิตกับการลงทุนอยู่ครั้งหนึ่ง ผมได้ยินคำว่า VI บ่อยมาก ซึ่งตอนนั้น ผมก็ยังไม่เข้าใจและรู้สึกว่ามันไกลตัวมาก
เมื่อประมาณ 3 ปีก่อน ในวันเลี้ยงรุ่น ผมได้ยินเพื่อนๆ พูดกันว่า อยากสบายตอนแก่ ต้องมี Passive income เยอะๆ ผมก็ได้แต่นั่งฟังและงงกับคำพูด เพราะผมไม่เข้าใจเลย ครั้นพอถามเพื่อนว่ามันคืออะไรและทำอย่างไร ผมก็โดนเพื่อนๆหัวเราะเยาะ หาว่าไม่ทันสมัยเลย แต่ก็พอจะได้คำตอบแบบนี้ครับ การให้เงินทำงานให้เรา และเราก็ไปหาเงินเพื่อให้ให้เงินทำงานให้เราอีก งงไหมครับ ตอนแรกผมก็งงครับ แต่พอกลับมาคิดๆดู เอ แล้วเราจะทำอะไรให้เงินทำงานให้เราหล่ะ
หลังจากวันนั้น ผมเริ่มมองหาสิ่งที่จะสร้างผลตอบแทนระยะยาว และอยากให้เงินที่มีอยู่ งอกเงยให้ทันก่อนที่จะเกษียณ ผมเลยเริ่มสอบถามและเข้าร่วมอบรม ทำให้ผมได้เรียนรู้และเข้าใจว่า VI คือ Value Investing (บางที่ก็ใช้ Value Investment) หรือการลงทุนแบบเน้นคุณค่า โดยเอาเงินที่เรามีไปลงทุนในหุ้นบริษัทที่เราคาดว่าผลประกอบการของกิจการจะต้องดีอย่างต่อเนื่อง บริษัทต้องมีงบการเงินที่ดี(มีสภาพคล่องดี) มีปันผลต่อเนื่อง 3-5 % เป็นอย่างต่ำ และที่สำคัญคือ ผู้บริหารจะต้องมีธรรมาภิบาลด้วย เมื่อผมได้รวบรวมข้อมูลทั้งหมดมา ผมก็เริ่มคิดการใหญ่ อยากผันตัวเองไปเป็นเจ้าของกิจการโดยเข้าไปถือหุ้นในบริษัทที่เราคิดว่าตรงตามหลักเกณฑ์ที่วางไว้ โดยทำการบ้านในหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการหาค่า P/E (Price to Earnings Ratio) หรืออัตราส่วนทางการเงินที่ใช้ในการวัดค่าความถูกหรือแพงของราคาหุ้น ซึ่งเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมแพร่หลายมากที่สุดในโลก และยังมีเทคนิคการหาหุ้นด้วยการประเมินค่าจาก PBV, ROE รวมถึงการดูโครงสร้างรายได้ของกิจการ กระแสเงินสด ซึ่งทั้งหมดนี้ ล้วนนำมาใช้ในการวิเคราะห์หุ้นกิจการที่เราอยากได้ไว้ในครอบครอง
เมื่อถึงจุดนี้แล้ว สิ่งที่ผมจะทำต่อก่อนจะเข้าไปซื้อหุ้นในกิจการนั้นๆ ผมจะใช้โอกาสที่มีการประชุมผู้ถือหุ้นเข้าไปร่วมรับฟังแผน โดยผู้บริหารส่วนใหญ่แล้วจะมาแจงผลการดำเนินงานในปีนี้ และแผนงานในปีหน้า ซึ่งเราสามารถมองเห็นภาพกว้างๆ และยังได้มุมมอง วิสัยทัศน์ของผู้บริหารว่ากำลังเดินไปในทิศทางไหน และแน่นอน เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่า แผนที่วางไว้จะประสบความสำเร็จหรือไม่ แต่อย่างน้อย เราก็ไม่ต้องมานั่งกังวลว่ากิจการที่เรากำลังลงทุนไปนั้น มีความเสี่ยงและอาจทำให้เงินต้นของเราสูญไปด้วย
แล้วยังมีทางเลือกของการลงทุนแบบอื่นๆที่น่าสนใจบ้างไหม
ผมเคยได้ยินคนพูดกันว่า การลงทุนแบบ Momentum investing เป็นการลงทุนด้วยเทคนิคการจับจังหวะหรือแนวโน้มการขึ้นหรือลงของพฤติกรรมผู้ที่เข้าไปลงทุนในตลาดหุ้น ซึ่งต้องอาศัยประสบการณ์และการเข้าใจปัจจัยพื้นฐานของหุ้นตัวที่ทำการซื้อขาย และยังมี Value averaging (VA) ลักษณะทั่วไปคือ การลงทุนเป็นประจำตามความถี่ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า (regular investment) และยังสามารถกำหนดได้หลากหลาย อาทิ รายสัปดาห์ รายเดือน รายไตรมาส รายปี โดยที่เราไม่ต้องคาดการณ์ภาวะตลาด มีการเพิ่ม/ลด เงินลงทุนให้แตกต่างในแต่ละงวดเพื่อให้เงินลงทุนเติบโตตามแผนการลงทุนที่เรากำหนดไว้ หากพอร์ตการลงทุนมีการเติบโตเกินแผน ก็จะทำการลดเงินลงทุนหรือขายสินทรัพย์ออกไปเพื่อแปลงเป็นเงินสดไว้สำรองเพื่อใช้ในการลงทุนต่อ
ผมคิดว่า การลงทุนย่อมมีความเสี่ยง แต่หากเราเก็บเงินไว้โดยที่ไม่พยายามให้เงินทำงานให้เรา ก็เท่ากับเสียโอกาสในการเป็นผู้ลงทุนและก็คงจะยากเพิ่มขึ้นอีกที่จะเกษียณแบบมนุษย์เงินเดือนและเงินที่สะสมงอกเงยไม่ทันเงินเฟ้อทุกปีที่มากขึ้นเป็นเท่าตัว
ดังคำกล่าวของปรมาจารย์ทางด้านการลงทุน ข้อแรกคือการรักษาเงินทุนไว้เพื่อใช้ในการลงทุน…..

https://en.wikipedia.org/wiki/Value_investing
https://en.wikipedia.org/wiki/Warren_Buffett
https://en.wikipedia.org/wiki/Benjamin_Graham
https://en.wikipedia.org/wiki/Momentum_investing
https://en.wikipedia.org/wiki/Value_averaging

Basic Image Gallery Post

posted in: Photos | 0

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Maecenas sit amet fermentum dolor, et consectetur elit. Sed gravida dui ac lobortis pretium. Quisque in ante tellus. Nulla facilisi. In vel enim a est faucibus tempus sit amet elementum nisi. Sed eget libero non neque egestas dictum. Integer in arcu facilisis, rhoncus massa nec, facilisis mi. Vivamus aliquet tortor eget convallis egestas. Fusce semper nunc sed est egestas, a pellentesque enim laoreet. Aenean accumsan nunc diam, vel suscipit ante commodo sed. Sed hendrerit magna id magna blandit pharetra. Pellentesque at tempus neque, at mattis nisl.

Adding Icons

    

Adding Gallery