ทำไม? มนุษย์เงินเดือนถึงอยากเป็นมนุษย์ทองคำเพื่อ “สะสมทองคำ”

สมัยที่ผมยังเล็กๆ มีคนสูงอายุแถวบ้านชอบพูดให้ฟังบ่อยๆ ว่า ใคร “มีเงินเรียกน้อง มีทองเรียกพี่” ซึ่งผมก็ได้แต่คิดว่าคงเป็นมุกตลกของคุณลุงเค้า แต่ก็ยังติดในใจและสงสัยว่า จริงๆแล้ว ทองคำคืออะไรแล้วมาจากไหน ทำไมคนถึงอยากเก็บสะสมกันนัก จึงเริ่มค้นหาจากในอินเตอร์เน็ต เค้าบอกมาแบบนี้ครับ การเกิดขึ้นของแร่ทองคำตามลักษณะที่พบในธรรมชาติมี 2 แบบ คือ การเกิดขึ้นในชั้นหินแข็ง แหล่งแร่ทองคำที่เกิดจากกระบวนการทางธรณีวิทยา เช่น กระบวนการน้ำแร่ร้อน กระบวนการแปรสัมผัส กระบวนการเติมสารละลายซิลิกา จะทำให้เกิดการสะสมตัวของแร่ทองคำในหินชนิดต่างๆ ทั้งหินอัคนี หินชั้น หินแปร ทองคำที่เกิดอาจจะฝังปะปนอยู่ในเนื้อหินหรือสายแร่ที่แทรกในหิน และอีกแบบคือ เกิดจากการผุพังของหินที่มีแร่ทองคำในลักษณะแรกแล้วสะสมตัว เมื่อถูกน้ำชะล้างและไปสะสมในบริเวณต่างๆ ที่เหมาะสม เช่น ตามลำห้วย เชิงเขา หรือแม้แต่ในตะกอนกรวดทรายในลำน้ำ หากบริเวณนั้นเป็นแหล่งแร่ก็จะสามารถพบทองได้ และแน่นอน ของที่หายากย่อมคุ้มค่าแก่การสะสม จึงเป็นที่มาของการสะสมทองคำเพื่อเก็บไว้ใช้ในยามจำเป็น และมูลค่าของมันมีแต่เพิ่มค่า หากลองย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา ราคาทองคำเฉลี่ยปี 50 อยู่ที่ 9,900 – 13,000 บาท เมื่อเทียบกับข้อมูลปัจจุบัน
ราคาทองคำ

จัดว่าการสะสมทองคำ เป็นทรัพย์สินที่ปลอดภัย ไม่ได้พูดเกินไป แต่เป็นเรื่องจริงที่สัมผัสได้
อ้าว แล้วทำไมราคาทองขึ้นๆ ลงๆ ไม่ค่อยนิ่ง เพราะอะไร?
คำตอบง่ายๆ ที่พอจะเป็นประโยชน์ก็คือ ดัชนีความเชื่อมั่นราคาทองคำ เพราะราคาทองคำวันนี้ อิงตามกลไกของตลาดโลกที่มีทั้งค่าเงินที่ขึ้นๆ ลงๆ ทั้งของเราและของอเมริกา การเก็งกำไรของกองทุน นโยบายทางการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ทั้งหลายเหล่านี้ ล้วนเป็นปัจจัยกดดันให้ราคาทองผันผวนอยู่ตลอดเวลา แต่หากคุณเป็นนักลงทุนที่ดี ย่อมต้องเลือกจังหวะและโอกาสการเข้าสะสมทองคำ
ผมขอยกตัวอย่างจากป้าข้างบ้านผม ท่านเป็นคนสูงอายุที่ค่อนข้างฉลาดและมีไหวพริบดี วันๆ นั่งฟังแต่วิทยุ ผมมีโอกาสไปนั่งคุยกับท่านบ่อยๆ และส่วนใหญ่ผมจะถามท่านเรื่องราคาทองคำวันนี้ ซื้อได้หรือยัง ขึ้นหรือลง และราคาที่ท่านตั้งใจจะซื้อไว้เท่าไหร่ แล้วมีกำไรต่อรอบการขึ้นลงของราคาทองประมาณเท่าไหร่ ผมก็ค่อยๆ ศึกษาวิธีการจากท่าน คุณเชื่อไหมว่า ท่านเล่นคอมพิวเตอร์ไม่เป็น ไม่เคยดูกราฟ แต่ส่วนใหญ่ที่ท่านเข้าสะสมทองคำ และเมื่อถึงเวลาขาย ท่านจะได้กำไร 5,000 – 10,000 บาท ต่อรอบ (ประมาณ 3 -6 เดือน) น่าทึ่งไหมครับ เคยถามท่านว่า หากวันนี้ ราคาทองคำลงไปเหมือนเมื่อ 10 ที่แล้วจะทำอย่างไร ท่านตอบผมว่า ทองคำคือสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงน้อย และจะไม่มีการด้อยค่าหรือเสื่อมสภาพ
ผมได้คิดและวิเคราะห์จากคำพูดในวันนั้น และสิ่งที่ผมคิดได้คือ วันนี้เมื่อเงินเดือนผมออก ผมจะเริ่มเปลี่ยนจากมนุษย์เงินเดือนไปเป็นมนุษย์ทองคำเพื่อ “สะสมทองคำ” อย่างน้อยผมก็มีทรัพย์สินไว้ใช้ยามจำเป็นครับ

แหล่งข้อมูลจาก : www.goldpricethai.com
https://www.goldtraders.or.th/
https://en.wikipedia.org/wiki/Gold
https://www.goldtraders.or.th/Research/GRC/grc_report09-11-17.pdf

คุณรู้หรือไม่ อัตรา”เงินเฟ้อ”ขึ้นปีละเท่าไร ตอนที่ 2

หลายครั้งที่เมื่อมนุษย์เงินเดือนอย่างเรา อยากจะออมเงิน และมีเงินเก็บไว้ใช้ในยามเกษียณ ตัดสินใจฝากเงินแบบประจำไว้ที่ “ธนาคาร” หรือ “พันธบัตรรัฐบาล” เพียงเพื่อหวังว่าจะได้ผลตอบแทนที่ดีและไม่มีความเสี่ยงใดๆ แต่ดูเหมือนว่าจากอัตราเงินเฟ้อที่มีมากกว่าเงินออมนั้น ดูช่างไร้ค่าและผลตอบแทนที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ยิ่งเราออมเงินไว้อีก 5 ปี ไม่แน่ใจว่าเงินออมของเราจะวิ่งตามเงินเฟ้อได้ทัน งั้นเรามาลองดูกันว่า การออมเงินอะไรที่จะชนะเงินเฟ้อ การลงทุนที่ได้ผลตอบแทนมากกว่าย่อมนำมาซึ่งความสุขสำหรับพวกเรา มาดูอัตราดอกเบี้ยเงินฝากปัจจุบันของธนาคารไทยครับ
ดอกเบี้ย
(แหล่งที่มา https://www.bot.or.th/thai/statistics/_layouts/application/interest_rate/in_rate.aspx#)
จากตารางด้านบนจะเห็นว่า ดอกเบี้ยธนาคารทั้งของแบงค์ไทยและต่างประเทศให้ดอกเบี้ยเต็มที่คือ 1.8% ต่อปี แต่อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยต่อปีอยู่ประมาณ 5-6% ต่อปี(จากบทความที่แล้ว) แล้วนั่นหมายความว่ายังไง?
จะมีหลักทรัพย์อื่นๆ ที่เหมาะแก่การลงทุนสำหรับพวกเราบ้างไหม จากข้อมูลผลสำรวจอัตราผลตอบแทนการลงทุนในหุ้นเฉลี่ย 10 ปี การลงทุนในหุ้นไทย ได้รับผลตอบแทนมากกว่าการฝากเงินประจำและพันธบัตรรัฐบาลอยู่ที่ 17.6% ต่อปี
ตอบแทน
(แหล่งข้อมูล จากตลาดหลักทรัพย์ประเทศไทย – https://www.facebook.com/thaimutualfund/posts/802805313073257)
คงพอจะมีคำตอบสำหรับทุกท่านแล้วใช่ไหมครับว่า หากเราอยากชนะเงินเฟ้อ จะต้องลงทุนแบบไหน แน่นอนของทุกอย่างย่อมมีความเสี่ยง รู้ว่าเสี่ยงแต่คงต้องขอลอง ก็ว่ากันไปครับ จะเลือกออมเงินแบบไหนอยู่ที่ท่านเป็นผู้ตัดสินใจแต่หากได้คำตอบแล้ว ให้รีบลงมือทำ เรียนรู้ในวันนี้เพื่อความมั่งคั่งในอนาคตครับ

คุณรู้หรือไม่ อัตรา”เงินเฟ้อ”ขึ้นปีละเท่าไร ตอนที่ 1

ผมเป็นมนุษย์เงินเดือนที่ในแต่ละเดือน เงินเดือนออกก็นำมาใช้จ่าย ผ่อนค่าบ้าน ผ่อนรถยนต์ พอมีเงินเหลือเก็บก็แบ่งเป็นสองส่วน เอาส่วนแรกไปใช้จ่าย อีกส่วนก็ฝากแบงค์กินดอกเบี้ยในแต่ละเดือน จะมีเงินงอกเงยขึ้นมาแก่ตัวไปก็จะได้สบาย ผมว่าผมวางแผนดีแล้วนะครับ แต่ เคยมีรู้จักที่สนิทกันมาทักผมว่า คุณรู้ไหมว่าเงินที่คุณเก็บไว้กับแบงค์ ได้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับเงินเฟ้อแล้วใช่ไหม เหมือนคำถามจะเรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยคำถามอยู่เต็มหัวผมเลย
แล้วความจริงคืออะไร การฝากเงินประจำกับแบงค์เมื่อเทียบกับเงินเฟ้อที่ขึ้นปีละ 2-3% มันก็ใกล้เคียงกันนะ ผมจึงเริ่มหาคำตอบว่า เงินเฟ้อของประเทศเราขึ้นปีละมากกว่า 3% ไม่ผิดครับ เราลองย้อนกลับไปในหาอดีตที่แสนหวานกันครับ
จากเมื่อประมาณ 20-25 ปีที่ผ่านมา ตอนยังเรียนอยู่มัธยม ผมจำได้ว่า อยากกินก๋วยเตี๋ยว จะต้องจ่ายเงิน 10-15 บาท ต่อ 1 ชาม ซึ่งในตอนนั้น ผมก็ไม่ทราบหรอกว่ามันถูกหรือแพง เพราะยังไม่ได้หาเงินเอง ยิ่งถ้าย้อนกลับไปตอนเด็กๆ ผมจำได้ว่า ผมเคยซื้อก๋วยเตี๋ยวชามละ 3-5 บาทด้วยนะ อ้าว มาถึงปัจจุบันซื้อก๋วยเตี๋ยวแถวบ้าน บะหมี่ 1 ก้อน ลูกชิ้น 2 ลูก หมูแดง 2 ชิ้น ผักอีกหยิบมือ ราคาที่ต้องจ่ายคือ 40 บาทครับ ยังไม่นับที่ต้องไปซื้อในห้างหรือในฟาสฟู้ดต่างๆ 40-50 บาทแล้วแต่สถานที่ โดยเฉพาะในเมือง แถวสีลม หรือ สุขุมวิท คุณจะต้องจ่าย 50-80 บาทและไม่รับประกันว่าจะอิ่มด้วยไหมครับ
คำถามของผมคือ อัตราเงินเฟ้อ 3 %ที่ขึ้นต่อปีนั้น ควรจะเป็นเท่าไหร่
เงินเฟ้อ
เงินเฟ้อ 3% ค่าสินค้าที่ควรจะเป็นคือ 27.09 บาท
และคำตอบที่ผมได้คือ ถ้าเงินเฟ้อ 3% ต่อปี นั่นหมายความว่าราคาก๋วยเตี๋ยววันนี้ต้องมีราคาประมาณ 25-30 บาท
งั้นเรามาหาคำตอบที่แท้จริงว่า เงินเฟ้อวันนี้ ประมาณเท่าไรแล้วครับ
อัตราเงินเฟ้อ 5 %
เงินเฟ้อ
เงินเฟ้อ 5% ค่าสินค้าที่ควรจะเป็นคือ 39.80 บาท
ผมสรุปแบบคร่าวๆว่า วันนี้เงินเฟ้อของเราอยู่ที่ 5% ต่อปี ดูจากราคาก๋วยเตี๋ยวจะที่ผมซื้ออยู่ ราคาประมาณ 40 บาท ซึ่งใกล้เคียงกับราคาในตาราง งั้นก็แปลว่า เงินเฟ้อขึ้นจริงๆ ประมาณ 5-6% ต่อปีเลยสินะ
ผมจะมาไขความลับ เปิดโลกการเป็นมนุษย์เงินเดือนที่ทำงานและเก็บเงินเพียงอย่างเดียว ให้รู้จักวิธีการออมในรูปแบบต่างๆ ตามผมมาครับ

มนุษย์เงินเดือนกับการลงทุนในหุ้น การรักษาเงินต้นสำคัญอย่างไร

มนุษย์เงินเดือนกันการลงทุนในหุ้น การ”รักษาเงินต้นสำคัญอย่างไร”
สำหรับพนักงานประจำ หรือที่เราเรียกว่ามนุษย์เงินเดือนนั้น เมื่อเงินเดือนที่ออก และอยากสร้างความมั่นคงโดยการนำเงินไปฝากไว้ในตลาดหุ้น ซึ่งแน่นอนว่าในวันนี้ ถ้าการลงทุนในหุ้นของคุณคือ “การขาดทุน” อ่านไม่ผิดครับ
การขาดทุน ในตราสารทุนหรือที่เรียกว่า หุ้นสามัญ ซึ่งเป็นการลงทุนในหลักทรัพย์ที่ออกโดยกิจการอื่น เป็นการลงทุนทางอ้อมที่มีความเสี่ยงมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับประเภทของหลักทรัพย์ที่เลือกลงทุน และความสามารถในการประกอบการของกิจการที่ผู้มีเงินออมนำเงินไปลงทุน (แหล่งที่มา : หนังสือตลาดการเงินและการลงทุนในหลักทรัพย์)
และหลายคนเคยตั้งข้อสงสัยว่า ทำไมเราควรต้อง “รักษาเงินต้น” ในการลงทุน ถ้ามีกำไรก็ขาย ขาดทุนก็ถือไว้ รอจนกว่าหุ้นตัวที่ถือจะได้กำไรค่อยขาย งั้นเรามาลองศึกษาตารางการลงทุนในหุ้นกันครับ

เงินต้น

จากตารางการลงทุนในหุ้น จะเห็นได้ว่าถ้าคุณลงทุน 100 บาทและหากคุณคิดว่าการปล่อยให้เงินลงทุน ขาดทุนและยังสามารถถือต่อไปเรื่อยๆ
จากตัวอย่าง 10% = 10 บาท เงินต้นของคุณจะเหลือ 90 บาท
ถ้าคุณนำเงินต้น 90 บาทนั้นนำมาลงทุนอีกครั้งเพื่อให้ได้ทุนคืน คุณจะต้องทำกำไรถึง 11.11% เพื่อที่จะได้เงินต้นของคุณคืน
แต่ถ้าคุณขาดทุน 20%, 30%, 40%, เงินต้นของคุณจะเหลือ 80, 70, 60 บาทตามลำดับ และจะทำให้เงินต้นกลับคืนมานั้น คุณต้องทำกำไรให้ได้มากกว่าเงินต้นที่คุณเสียไปเสียอีก
และถ้าคุณคงถือหุ้นตัวที่ขาดทุนถึง 50% = 50 บาท เงินต้นคุณจะเหลือ 50 บาท
และนำเงินต้น 50 บาทนั้นนำมาลงทุนอีกครั้ง คุณจะต้องทำกำไรถึง 100% เพื่อให้คุณได้เงินต้น 100 บาทคืน ซึ่งยากมากครับ
จากตารางด้านบนจะเห็นได้ว่า การ รักษาเงินต้น” ไว้ได้มากเท่าไหร่ คุณก็จะสามารถทำกำไรคืนกับมาเป็นเงินต้นได้ง่ายเท่านั้น
เพราะหากคุณปล่อยให้การลงทุนของคุณขาดทุนไปถึง 80% คุณต้องทำกำไรถึง 400% ถึงจะได้เงินต้นของคุณคืน ซึ่งการลงทุนในหุ้นลักษณะเช่นนี้ เป็นเรื่องที่ยากมาก
จึงไม่แปลกใจที่เราจะได้ยินคำพูดจากปากนักลงทุนทั้งหลายที่ถือหุ้นบริษัทฯ ต่างๆ แล้วเมื่อเกิดการขาดทุน มักจะมีคำพูดปลอบใจเสมอว่า “ไม่ขายก็ไม่ขาดทุน” และถึงแม้ว่าคุณเป็นพนักงานประจำที่เลือกการลงทุนในตลาดหุ้น ก็ใช่ว่าคุณจะสามารถรักษาเงินต้นไว้ได้โดยปราศจากการศึกษาใดๆ เช่นคำกล่าวที่ว่า การลงทุนคือความเสี่ยง โปรดศึกษาและทำความเข้าใจก่อนตัดสินใจลงทุนเสมอ
จึงมีคำว่า “Stop loss” หรือ Stop loss order ซึ่งเป็นการจำกัดความเสียหายจากการลงทุน หรืออีกนัยหนึ่งคือการรักษาเงินทุนที่ลงไปในตลาดหุ้น การ Stop Loss (Cut loss) สำหรับนักลงทุน ไม่ใช่การยอมรับการขาดทุน แต่เป็นการรักษาเงินต้นเพื่อให้คุณสามารถกลับมาลงทุนเพื่อสร้างผลกำไรและอยู่รอดในตลาดหุ้นได้
(แหล่งที่มา – https://en.wikipedia.org/wiki/Order_(exchange)#Stop_orders)
ดังนั้น ถ้าคุณคิดจะลงทุนในตลาดหุ้นโดยคำนึงถึงการรักษาเงินต้น รับรองได้ว่า การเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จนั้น จะอยู่ไม่ไกลเกินฝันแน่นอน