ทำไม? คนซื้อคอนโดมาเพื่อให้เช่า

คุยเคยได้ยินคำพูดที่คนมีตังค์เค้าชอบพูดกันไหมครับว่า ไปจองคอนโดเปิดใหม่ที่มีทำเลดี หาเงินเข้ากระเป๋ากันดีกว่า งงไหมครับว่า ทำไมเค้าถึงพูดแบบนั้น ผมคนหนี่งหล่ะที่เป็นพนักงานประจำ ทำงานเพื่อผ่อนบ้าน ผ่อนรถ และไม่เคยคิดว่าการไปจองคอนโดคือการหาเงินเข้ากระเป๋าเลย แต่ก็อดแปลกใจไม่ได้ว่า เค้าทำกันอย่างไร
มองในแง่ของการลงทุน หากรายได้ที่ได้มาจากการให้เช่าและนำมาผ่อนคอนโดที่ซื้อไว้ อย่างน้อยคงต้องให้พอกับการชำระดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าส่วนกลาง ซึ่งหากเราหาคนที่จะมาเช่าไม่ได้ หรือค่าเช่ารายเดือนน้อยเกินไป ระยะสัญญาที่จะให้เช่ารวมถึงคนที่จะมาเช่าอาศัยจะดูแลห้องอย่างกับเป็นเจ้าของเองหรือไม่ จ่ายค่าเช่าตรงเวลาไหม คงต้องศึกษากันให้ละเอียดพอสมควร หรือบางคนที่พอมีอันจะกินอาจจะคิดว่าซื้อมาแล้วปล่อยให้นักศึกษามาเช่าเพื่อช่วยเหลือน้องๆอีกทางหนึ่ง
หากคุณกำลังมองหาคอนโดอย่างที่ผมได้กล่าวไป คงจะมีข้อแนะนำเล็กน้อยในเรื่องการหาคอนโดที่ระดับราคาไม่สูงเกินไปหากเราต้องกู้แบงค์เพื่อผ่อนระยะยาว 25-30 ปี ซึ่งค่าผ่อนจะค่อนข้างเบา ไม่เกินหมื่นบาท ซึ่งน่าจะพอผ่อนไหวหากปล่อยให้เช่าประมาณ 7-8 พันบาทต่อเดือน โดยเฉพาะดอกเบี้ยในช่วง 1-3 ปีแรกที่ค่อนข้างต่ำ (ขึ้นอยู่กับนโยบายดอกเบี้ยของบางธนาคาร) และหากพ้นระยะเวลาดังกล่าว ดอกเบี้ยจะมีอัตราที่ค่อนข้างสูงเลยทีเดียว ซึ่งต้องคำนวณกันว่าผู้เช่าจะผ่อนยาวหรือไม่และมีแผนสำรองหากไม่มีคนมาเช่าหรือไม่ สิ่งที่ต้องคำนึงคงจะเป็นการปล่อยให้เช่าและการขายคอนโดออกไปหากสามารถทำกำไรจากส่วนต่างราคาที่ปรับเพิ่มขึ้น เพราะหากเก็บไว้นานเกินไป ตลาดคอนโดจะเริ่มปล่อยขายออกค่อนข้างยาก
ยกตัวอย่างเพื่อนที่อยู่ข้างบ้าน เค้าไปซื้อคอนโดเมื่อ 3 – 4 ปีที่แล้ว โดยที่ราคาคอนโดหลักล้านต้นๆ ระยะการกู้กับธนาคาร 25 ปี ผ่อนเพียงแค่เดือนละ 6,500 บาท และได้ทำการปล่อยให้เช่าในราคา 8,000 บาทต่อเดือน เมื่อหักค่าส่วนกลางต่างๆ แล้ว ก็นำเงินที่เหลือบวกกับเงินเดือนที่เหลือจากใช้จ่ายในแต่ละเดือนมาสมทบ เพื่อให้ลดหนี้ให้หมดเร็วขึ้นได้ มาถึงปัจจุบันก็มีคนมาติดต่อขอซื้อ ซึ่งหากปล่อยยขายไป เมื่อหักค่าใช้จ่ายอื่นๆแล้ว จะได้ส่วนต่างประมาณหลักหลายหมื่นถึงหลักแสนเลยทีเดียว
โดยส่วนตัว ผมคิดว่า หากเราคิดว่าคุ้มหรือเหมาะสมกับเงินที่จะได้คืนมา ผมถือว่าค่อนข้างคุ้มค่าต่อการลงทุน รวมถึงเรื่องการปล่อยขายออกไป หากมองว่าในอนาคตที่มีคอนโดเพิ่มขึ้นมาเพื่อแข่งขันใกล้ๆกัน อาจจะทำให้ราคาคอนโดตกหรือไม่ได้ราคาอย่างที่เราต้องการก็ได้ คงต้องพิจารณาดูในหลายๆด้าน และแน่นอน การลงทุนย่อมมีความเสี่ยง และคงต้องพิจารณาให้รอบครอบเพื่อความมั่งคั่งในชีวิตครับ

https://www.livinginsider.com/inside_topic/182/1/12+%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%87+%E0%B8%8B%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%B2.html

A&B Money – April 04/2011 – สรุปข่าวการเงินประจำเดือนเมษายน 2011

posted in: Press Releases | 0

สวัสดีครับ พบกับเราอีกครั้งกับสรุปข่าวการเงินทั่วโลกประจำเดือนเมษายน 2011 กับสาระหน้ารู้เกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยนใน Currency Market , ตลาดหุ้น ตลอดจนข้อมูลของนักลงทุนจาก Inter Bank of England

สำหรับอัตราแลกเปลี่ยนของเดือนแรกในไตรมาสที่ 2 ประจำปีนี้ก็ดูเหมือนจะค่อยๆ ขยับตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงต้นปีซึ่งปิดอยู่ที่ 48.87 GBP:THB โดยสูงขึ้น 1.14 บาท เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยรวมของเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยตัวเลขค่าเฉลี่ยรวมนี้เป็นไปอย่าง “หวือหวา” อันเนื่องจากปัจจัยทางการเมือง และวันหยุดราชการ-ศาสนาทั้งใน UK และเมืองไทยรวมยาวนานกว่า 7 วัน ส่งผลให้ธนาคาร ตลาดหุ้น และตลาดการเงินต้องหยุดชะงักตามๆ กันไป

Pound Sterling ทะลุเป้าเกินความคาดหมายในพฤหัสที่ 28 เมษายนที่ผ่านมา โดยปิดยอดสูงสุดที่ 50.44 GBP:THB ก่อนเข้าสู่วันหยุดเพื่อเฉลิมฉลองพิธีวิวาห์รักของเจ้าชายวิลเลียม (Prince William) และเจ้าหญิงเคท (Kate Middleton) โดย “เดวิด คาเมรอน” นายกรัฐมนตรีอังกฤษได้สั่งประกาศให้วันศุกร์ที่ 29 เมษายนที่ผ่านมาเป็นวันหยุด เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมกับงานวิวาห์รักที่เป็นที่จับตาของคนทั้งโลกเมื่อสามัญชนอย่าง “เคท” ได้ก้าวเข้าสู่ครอบครัว Royal Family ในตำแหน่งใหม่ของ Royal Duchess ผู้มีสิทธิ์ในพระราชบัลลังค์อันดับ2 ต่อจากเจ้าหญิงคามิลล่า

ประชาชนผู้ให้ความสนใจทางโทรทัศน์ทั่วโลกสูงถึง 1,000 ล้านคน ตลอดจนข้อคิดเห็นต่างๆ ในสื่ออินเตอร์เน็ตที่สูงกว่า 10 ล้านโพสต์ในวันเดียว ซึ่งลบสถิติงานแต่งงานของฟ้าชายชาร์ลส์ และเจ้าหญิงไดอาน่าเมื่อปี 1980 และ “เคท” กับชื่อใหม่ของเธอที่เรียกว่า “เจ้าหญิงแคทเธอรีน” (Princess Catherine) กับระยะเวลายาวนานถึง 8 ปี ในการปรับตัวเข้าหากันระหว่างเจ้าชาย กับหญิงสามัญชนก่อนพิธีงานวิวาห์ ทั้งคู่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันที่พระราชวังบัคกิ้งแฮมตลอดสัปดาห์หลังจบพิธีอภิเสกสมรส โดยทั้งคู่ได้เล็งหมู่เกาะเซเซลส์ ในมหาสมุทรอินเดียเป็นที่ฮันนีมูนในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า

อย่างไรก็ดี “เคท” หรือ “เจ้าหญิงแคทเธอรีน” ยังคงต้องเรียนรู้ในการดำรงชีวิตในฐานะเจ้าหญิงอีกมาก ตั้งแต่การเดิน , การกิน , การคำนับ (ถอนสายบัว) ตลอดจนการวางตัว และพูดจากับคนในราชวังค์ และคนทั่วไป

http://www.telegraph.co.uk/news/uknews/royal-wedding/8153299/Royal-Wedding-Date-Prince-William-and-Kate-Middleton-to-marry-on-April-29.html

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1299730358&grpid=&catid=50&subcatid=5000

1. ภาพรวมเศรษฐกิจใน UK

เศรษฐกิจมวลรวม ตลอดจนธุรกิจรายย่อยทั้งหมดของ UK ขึ้นอยู่กับห้องประชุมเล็กๆ ในคณะรัฐบาล โดยผลประชุม และมติการตัดสินทุกครั้งเป็นเครื่องกำหนด Rate ใน Bank of England ในขณะที่ PMI (Pensions Management Institute) สรุปผลตัวเลขที่เป็นไปในทิศทางบวก นับจากนโยบายแก้ปัญหาของทางภาครัฐได้มีผลบังคับใช้เมื่อ 13 เดือนก่อน โดยยอดหนี้เสียของอังกฤษค่อยๆ ลดลงอย่างที่คาดการณ์เอาไว้

แม้ว่าข้อมูลของทางภาครัฐที่ประกาศออกมานั้นค่อนข้างคลุมเครือ และดูเหมือนขัดแย้งกับยอดการส่งออก , ปัญหาตลาดอสังหาริมทรัพย์ และตัวเลขที่เพิ่มขึ้นของคนตกงาน เราก็ยังคงมองในแง่ดีที่ Pound Sterling ยังคงเหนือกว่า Euro 1 ก้าวเสมอ ใน European Market และ ECB (European Centre Bank) โดยวัดจากไตรมาสแรกที่ผ่านมาจากค่าประมาณการที่สูงกว่า GBP:EUR 0.5% แต่ทำได้จริงที่ 1.27% แม้ว่า UK จะเจอกับภาวะเงินเฟ้อ 14.40% แล้วก็ตาม

นักเศรษฐศาสตร์กว่า 57 รายได้ผลสรุปเด่นชัดตรงกัน จากผลสำรวจของสำนักข่าวชื่อดังในอเมริกาอย่าง “Bloomberg” ที่คาดการณ์ได้แม่นยำ ว่า Bank of England จะประกาศลดค่าเงินอย่างมากไม่เกิน 0.5% ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังวิเคราะห์ถึงตัวเลขที่รักษาระดับคงที่ตลอดถึงเดือนมิถุนายน เพื่อรักษาเสถียรภาพ และป้องกันการสับสนในการกู้เงินของธุรกิจรายย่อย รวมถึงการฟื้นตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์ นอกจากนี้นักวิเคราะห์บางท่านยังมองว่า “การอ่อนตัวของเงินอังกฤษภายใต้ข้อโต้แย้งจากประชาชนนั้น ไม่ได้เป็นปัญหาหนักใจใดๆ รวมถึงกล่าวชมถึงนโยบายการแก้ปัญหาดังกล่าวได้ดีในตลาดการส่งออก เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนเศรษฐกิจก่อนงานกีฬาโอลิมปีกในปีหน้าอีกด้วย”

Consumer price index หรือ CPI สรุปยอดการซื้อ-ขายจากธุรกิจรายปลีกที่ตกลงไป 3.5% ซึ่งตัวเลขนี้เป็นเครื่องบ่งชี้การจับจ่ายของคนในประเทศที่ระวัง “รายจ่าย” ของตนเองมากขึ้น อันเนื่องจากราคาที่สูงขึ้นโดยทั่วไปในตลาด ที่มีผลจากราคาต้นทุนที่สูงขึ้นของวัตถุดิบรากหญ้าอย่างน้ำมัน และทองแดง ตลอดจนการขนส่งในประเทศที่ธนาคารอังกฤษลด Rate ลง 0.5% ยาวนานจนถึงปัจจุบัน

Pound Sterling ที่อ่อนตัวจากนโยบายลด Rate ของ Bank of England บีบให้มูลค่าของเงินไม่แตกต่างกันมากนักกับ Euro และ US Dollar ซึ่งแนวโน้มจากสมาคมธุรกิจรายปลีกยังคาดการณ์ว่า “จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเรื่อง Rate ใดๆ จนถึงเดือนสิงหาคมนี้” อย่างไรก็ดีผมคิดว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงมากนัก จากสภาพการณ์ขึ้นๆ ลงๆ แบบชั่วคราวในเดือนนี้ เพราะตัวเลขที่มีเสถียรภาพต่ำอันเนื่องจากการดำเนินการที่ไม่ต่อเนื่องในตลาดการเงินจากช่วงวันหยุดหลายวันในเทศกาล Easter นี้

2. การเงิน กับชีวิตใน UK

คำว่า “ล้มละลาย” หรือ “Bankrupt, Insolvency” อาจมีใครหลายคนในที่นี้เคยได้ยินมาบ้าง แต่จะมีใครเข้าใจถึงความน่ากลัวอย่างถ่องแท้ของคำๆ นี้ ในเมื่อผู้ถูกศาลตัดสินอย่างเป็นทางการว่า “ล้มละลาย” จากการถูกฟ้องร้องทางคดีแพ่ง หรือถูกธนาคารประเมินยอดหนี้สินที่ผู้กู้ยืมไม่มีความสามารถในการชำระคืนได้ด้วยเหตุผลใดก็ตาม

ตามกฏหมายทางการเงินของ UK นั้น ผู้ถูกฟ้องล้มละลาย คือผู้ที่มียอดหนี้สินสูงตั้งแต่ 30,000 ปอนด์ขึ้นไป โดยได้รับจดหมายทวงถามจากเจ้าหนี้ที่ฟ้องร้องในนามบุคคล หรือแม้แต่ในนามนิติบุคคลก็ตามภายใต้ระยะเวลาหนึ่ง ตลอดจนจดหมายสุดท้าย (Last Notice) ก่อนนำไปพิพาทเพื่อตัดสินในชั้นศาล ซึ่งหากผู้กู้ยืมไม่มีความสามารถชำระเงินได้ตามกำหนด โดยขาดส่งดอกเบี้ย หรือยอดเงินตามสัญญาภายใต้เวลาที่กำหนด หรือ ขาดการผ่อนชำระนานกว่า 3 งวดติดต่อกันจนอันได้รับจดหมายทวงถามเป็นลายลักษณ์อักษร (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรูปแบบสัญญาเงินกู้ตามกฏหมายก่อนการกู้ยืม)

ผู้ที่ถูกฟ้องล้มละลายนั้น จะถูกตัดสิทธิ์จากระบบ Credit ทุกชนิดภายใต้ราชอนาจักร ชื่อเจ้าของบัญชีธนาคารจะถูกปิด และเงินที่อยู่ในบัญชีทั้งหมดจะถูกจำหน่ายไปยังผู้ฟ้องตามกฏหมาย สำหรับสินทรัพยท์อื่นๆ เช่น บ้าน, หุ้น, รถยนต์, ธุรกิจ หรือแม้แต่เฟอร์นิเจอร์ทุกอย่างที่ถูกซื้อภายใต้ชื่อของผู้ล้มละลายจะถูกยึด และนำไปขายทอดตลาดเพื่อนำเงินสดที่ขายได้ไปให้ผู้ฟ้องร้องตามกฏหมายอีกด้วย

ในระหว่างนี้ผู้ถูกฟ้องล้มละลายไม่มีสิทธิ์ที่จะเปิดบัญชีธนาคาร, จดทะเบียนนิติบุคคล, ไม่มีสิทธิ์ในการซื้อ-ขายสังหาริมทรัพย์ ตลอดจนไม่สามารถครองกรรมสิทธิ์ของมีค่าได้ 5 ปี นับจากวันที่ล้มละลาย และผู้โดนฟ้องล้มละลายส่วนมากนั้น จะถูกปฏิเสธการจ้างงานจากผู้ประกอบการ อันเนื่องจาก Credit Score ที่ติด Black list ในระบบการเงิน แต่ถ้าหากผู้เสียหายการฟ้องร้องทราบว่า “ผู้ล้มละลาย” ถูกว่าจ้างจากผู้กอบการใดก็ตาม ก็สามารถทวงถามรายได้จากผู้ประกอบการได้โดยตรงภายใต้วงเงินที่ผู้ล้มละลายสร้างความเสียหายเอาไว้ในระยะเวลา 5 ปี

แม้ว่า “ผู้ถูกฟ้องล้มละลาย” จะต้องเผชิญหน้ารับกรรมที่ตนทำไว้ยาวนานก็จริง แต่ “หนี้สูญ” ที่เกิดขึ้นนั้นได้สร้างปวดร้าวให้กับผู้ให้กู้โดยตรงซะมากกว่า ดังนั้นรัฐบาลจะเข้ามาชดเชยค่าเสียหายที่เกิดขึ้น 50% จาก “หนี้สูญ” ที่เกิดขึ้น และอีก 50% ที่เหลือก็จะตกอยู่ที่ผู้ให้กู้ หรือ Bank นั่นเอง

เพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว…ธนาคารได้วางนโยบายใหม่ในการให้กู้ยืมในรูปแบบต่างๆ โดยไม่ยอมให้กู้ยืมในวงเงินที่สูงถึง 30,000 ปอนด์ เพื่อหลีกเลี่ยง “ลูกค้าหัวหมอ” ที่ยอมให้ Bank ฟ้องล้มละลาย แล้วเจ้าตัวก็จะได้ไม่ต้องชำระเงินคืนเลย นอกจากนี้ Bank ได้วางรูปแบบการทวงถามหนี้สินไว้หลายรูปแบบ ตลอดจนประเมินยอด Credit ของลูกค้า ตลอดจนความเสี่ยงที่จะเกิดหนี้สูญ ก่อนการอนุมัติเงินกู้

สำหรับวีซ่านักเรียนที่ศึกษาระดับ Degree ขึ้นไป Bank จะปล่อยวงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 7,000 ปอนด์ และธุรกิจรายย่อย (ที่ไม่ใช่ร้านอาหาร) ก็จะปล่อยเงินกู้ได้สูงไม่เกิน 20,000 ปอนด์ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ ระหว่างนโยบายของธนาคาร และคุณสมบัติของผู้กู้อีกด้วย

สำหรับความท้าทายของการเปิดร้านอาหารไทยในปัจจุบันทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ หลังจากนโยบายทางภาครัฐที่กำหนด VAT สูงถึง 20% และลดค่าเงินลง 0.5% ผนวกกับเงินเฟ้ออีก 14.4% โดยยังไม่นับการปิดกั้นการนำเข้าผัก-สมุนไพรไทยเนื่องจากวัดปริมาณสารเคมีที่สูงกว่าที่กำหนด และยอดการตรวจเช็คปริมาณ MSG หรือผงชูรสจากร้านอาหารไทยส่วนใหญ่ที่มากเกินมาตรฐาน จากข้อสรุปปัญหาดังกล่าวรวมถึงสถิติยอด Bankrupt ของผู้ประกอบการคนไทยที่สูงติด 1 ใน 10 จากปริมาณยอดหนี้สูญของเครือ RBS, NATWEST และ Lloyds TSB ส่งผลให้ Bank ใน UK ส่วนใหญ่ จะส่ายหัวที่จะอนุมัติ “การกู้เงินเพื่อไปเปิดร้านอาหารไทย” ในปัจจุบัน

4. สรุป

ไม่มีที่ไหนดีพร้อมอย่างที่เราต้องการทุกอย่าง อยู่ที่คุณจะเลือกที่จะอยู่ และดำเนินชีวิตกับสิ่งที่คุณประทับใจมันมากที่สุดต่างหาก แล้วก็หยุดกับคำว่า “พอดี” ก็จะสร้างความสุขได้แท้จริงครับ

สรุปข่าวการเงินประจำเดือนกรกฏาคม 2010

posted in: Press Releases | 0

สรุปข่าวการเงินประจำเดือนกรกฏาคม 2010
สวัสดีครับ พบกับเราอีกครั้งกับสรุปข่าวการเงินทั่วโลกประจำเดือนกรกฏาคม 2010 กับสาระหน้ารู้เกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยนใน Currency Market , ตลาดหุ้น ตลอดจนข้อมูลของนักลงทุนจาก Inter Bank of England
ก่อนอื่นขอเริ่มต้นที่อัตราแลกเปลี่ยนใน Mid Market ซึ่งปิดตลาดที่ 47.00 บาท ในวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา และดูเหมือนจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ถึง 48.90 ในวันที่ 30 มิถุนายน ซึ่งอัตราแลกเปลี่ยนของ THB : Thai Bath สูงขึ้น 1.65 บาท ใน 1 เดือน ซึ่งถือว่าเป็นสัญญาณอันดีของพวกเราคนไทยการเริ่มต้นการชำระหนี้สินระหว่างประเทศ รวมถึงการลงทุน และเงินออม จากการแลกเปลี่ยนของเงินสกุลเงินปอนด์เสตอริงค์ใน UK เปลี่ยนเป็น Bath ในเมืองไทย
หากแต่เศรษฐกิจมวลรวมภายใน UK ยังไม่ดีมากนักถ้าเราวิเคราะห์จากข้อมูลในวันที่ 30 มิถุนายนในวันเดียวกันของปี 2009 ซึ่งปิดตลาดที่ 56.35 บาท : 1 ปอนด์ เราจะพบว่าเงินของเราหายไป 7.45 บาท หรือประมาณ 74,500 บาท จากมูลค่าโดยประมาณที่พวกเราคนไทยต้องอดทนทำงานหนักในต่างแดนมาตลอดทั้งปีเมือเทียบกับปีที่แล้ว
ย้อนไปดูสหภาพยุโรปในประเทศอีหร่าน ที่เพิ่งกู้เงินจากกองทุนสหประชาชาติ (IMF) สูงถึง 45 Billion Euros (ประมาณ 1.8 ล้านล้านบาท) หลังจากสภาพคล่องทางการเงินไม่เพียงพอในการบริหารประเทศ ส่วนประเทศกรีกก็กำลังเร่งปฏิรูประบบการชำระหนี้ โดยคาดว่าจะสามารถผ่อนชำระหนี้อย่างน้อยประมาณ 3 Billion Euros (หรือประมาณหนึ่งแสนสองหมื่นล้านบาท) ภายในปี 2014 หลังจากประสบปัญหาหนี้สินจนถึงขั้นวิกฤต ส่วนประเทศเสปน และอิตาลีเองก็ยังไม่มีข่าวคราวการช่วยเหลือใดๆ ภายในเครือสหภาพ หลังจากเพิ่งสูญเสียตำแหน่งความมั่นคงทางการเงินจาก AAA เหลือ AA โดยภาวะหนี้สินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตลอด 11 เดือนที่ผ่านมา และสำหรับยักษ์ใหญ่ของสหภาพยุโรปอย่างเยอรมัน และฝรั่งเศษก็เจอภาวะ “แช่แป้ง” จากหุ้นที่สูงจนติดเพดาน ทำให้เจอภาวะการเงินฝืดในเศรษฐกิจมวลรวม แม้ว่าจะโดนเสียงวิพากวิจารณ์จากนักลงทุนในเรื่องราคาหุ้นต่อหน่วยการลงทุนก็ตาม ทำให้นักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์หันมาเล่น “โยนรับ โยนส่ง” ในช่วงสั้น (เก็งซื้อ และเทขายหุ้นในระยะสั้นไม่เกิน 2 สัปดาห์)
ซึ่งในตลาดการเงิน และตลาดหุ้นนั้น ผมขอแบ่งกลุ่มนักลงทุนเป็น 2 ประเภท คือ พวกที่คิดว่าดัชนีราคาหุ้น หรือสกุลเงินจะสูงขึ้นเรื่อยๆ และยากที่จะมีปัจจัยใดๆ ก็ตามมาหยุดแนวโน้มการเจริญเติบโตในทันที จึงตัดสินใจซื้อหน่วยการลงทุนนั้น โดยนักลงทุนกลุ่มนี้จะซื้อในจุดที่ราคาซื้อขายที่สูง โดยคาดว่ามันจะต้องสูงขึ้นอีกอย่างแน่นอน จึงเป็นการดีหากซื้อเก็บไว้ในนาทีนี้ในราคาที่ถูกกว่า ผมเรียกประเภทนี้ว่า “ชาวไร่” (ชาวไล่) และสำหรับพวกที่ชอบกว้านซื้อหุ้น หรือสกุลเงินในช่วงที่ตกต่ำจนถึงขีดสุด โดยแอบฝันว่าเมื่อน้ำลง ก็ย่อมมีน้ำขึ้นเป็นของธรรมดา ผมเรียกนักลงทุนกลุ่มนี้ว่า “ชาวสวน” ส่วนรูปแบบการทำกำไรของ “ชาวไร่ และชาวสวน” นั้นขึ้นอยู่กับว่านักลงทุนจะนำหน่วยลงทุนนั้นไปเล่นแร่แปรธาตุอย่างไรในตลาดการเงิน ในรูปแบบการลงทุนระยะสั้น-ยาว

ด้านการตลาดการส่งออกของสหภาพยุโรปก็ยังไม่ดีขึ้น ผลกระทบมาจากการตกต่ำของสกุลเงิน Euro ที่ล่วงเพดานเหลือ 1.21 GBPEUR และ 1.20 EURUSD ทำให้เยอรมันประกาศขาดดุลในช่วงไตรมาสที่2 ที่ผ่านมา โดยประเทศส่วนใหญ่ในฝั่งยุโรปหันไปพึ่งแหล่งกู้เงินแหล่งใหม่จากประเทศจีน (เนื่องจากจีนเสนออัตราเงินกู้ที่ต่ำกว่า IMF) ซึ่งลูกหนี้รายใหม่ๆ จากด้านยุโรปในปีนี้เพิ่มมากขึ้นถึง 63.3 Billion Pound หรือประมาณ (สองล้านห้าแสนสามหมื่นล้านล้านบาท) ทางด้านรัฐบาลจีนเองยังมุ่งเน้นด้านตลาดการส่งออก ซึ่งปีนี้ GDP เติบโตขึ้นถึง 50% โดยเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา จีนยังแนะนำประเทศต่างๆด้านฝั่งยุโรป และอเมริกาให้มุ่งเน้นเรื่องการส่งออก มากกว่าปรับอัตราเงินเฟ้อ หรือดอกเบี้ยเงินกู้ในประเทศ ซึ่งเป็นกุญแจหลักในการแก้ไขภาวะเศรษฐกิจของตนเอง
ย้อนมาทางด้านฝั่ง UK ที่ค่าเงินที่ค่อยๆ เติบโตขึ้นเรื่อยๆ หากเทียบกับ US Dollar และ Euro โดย THB ที่สูงถึง 49.28 บาท ต่อ 1 ปอนด์ ในวันที่ 2 กรกฏาคม 2010 ปัจจัยสืบเนื่องมาจากจำนวนประชาชนที่กลับถิ่นพักนักเดิมของชาวยุโรปตั้งแต่ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจในปลายปี 2009 เป็นต้นมา ที่ GBP เท่ากับ 52.85 : 1 บาท ในขณะเดียวกัน EUR เท่ากับ 49.85 : 1 บาท ส่งผลให้ชาวยุโรปที่อุตส่าห์ยอมทิ้งบ้านเกิดของตน มาทำงานเก็บเงินใน UK รู้สึกท้อแท้กับรายได้ของตนเอง ในเมื่อรายได้เฉลี่ยของคนทั่วไปใน UK ซึ่งอยู่ที่ 1,100 ปอนด์ (58,135 บาท) ซึ่งขณะเดียวกัน ถ้าทำงานที่ประเทศตนเองจะมีรายได้สูงถึง 1,350 ยูโร (67297.50 บาท) ซึ่งถ้านึกย้อนไปสมัยก่อนเมื่อปี 2007 เงินปอนด์เสตอริงค์จะอยู่ที่ประมาณ 76.00 บาท ในขณะที่ยูโรจะอยู่ประมาณ 49.30 ซึ่งแตกต่างถึง 26.70 บาทต่อหนึ่งหน่วย แต่มาถึงวันนี้ GBP และ EUR ห่างกันแค่ 3 บาท หรือประมาณ 8.2 เพนนี (Penne) เท่านั้นเอง
ผนวกกับรัฐบาลไทยที่เริ่มระดมเงินสกุลต่างประเทศในระบบ เพื่อชำระหนี้สินกับต่างประเทศ และกองทุนสหประชาชาติประจำปีในช่วงกลางไตรมาสที่ 4 ของทุกปี เมื่อปริมาณความต้องการ (Demand) ในระบบการเงินเพิ่ม ก็ส่งผลแปรตามให้เงินสกุลต่างประเทศปรับอัตราที่สูงขึ้นถ้าเปรียบเทียบกับสกุลเงิน THB ในช่วงนี้
เศรษฐกิจมวลรวมภายใน UK เริ่มขยับไปในทิศทางที่ชัดเจนหลังจากปรับ VAT สูงเป็น 17.5% ในต้นปี 2010 โดยผลักภาระให้ผู้บริโภคแทนการใช้เงินคงคลังของรัฐบาล โดยสามารถประหยัดงบประมาณช่วยเหลือในภาครัฐได้ถึง £3.7 Billion Pound (หรือประมาณ หนึ่งแสนเจ็ดหมื่นเจ็ดพันหกร้อยล้านล้านบาท) แม้ว่ากลยุทธ์ทางการเงินนี้ (อาจ) นำพาให้เศรษฐกิจภายในประเทศไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่ส่งผลข้างเคียงโดยตรงต่อสภาวะความเป็นอยู่ของคนในประเทศไม่ว่าจะเป็นปัญหาหนี้สินต่างๆ , งบประมาณดูแลสำหรับเด็ก , งบประมาณ และข้อยกเว้นสำหรับผู้ทุพภาพ และ การรับภาระ VAT จากสินค้าอุปโภคบริโภค)
แม้ว่ารัฐมนตรีการคลัง George Osborne ที่สนองนโยบายของ Cameron ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเต็มรูปแบบโดยการปรับดอกเบี้ยของธนาคาร และลดวงเงินกู้สำหรับประชาชนทั่วไป รวมถึงสร้างองค์กรทางการเงินที่ร่วมกับ SOSA (Serious Organised Crime Agency) เพื่อป้องกันฟอกเงินนอกระบบ และจำกัดการรั่วไหลของเงินออกนอกสหราชอนาจักร โดยเชื่อว่าภาวะดุลภาพของหนี้สินมวลรวมจะปรับเข้าที่ในปี 2014 และ เศรษฐกิจของประเทศจะสูงขึ้น 1.2% ในปีนี้ และจะมากขึ้นถึง 2.8% ในปี 2012 ปัญหาคนตกงานที่สูงถึง 8.1% ในปัจจุบันจะลดลงเหลือ 6.1% ในปี 2015 ภาวะหนี้จากภาครัฐจะลดลงไป 23% จากการปรับภาษีที่สูงขึ้น
จากความเชื่อมั่นดังกล่าวส่งผลให้เสถียรภาพใน Currency Market ของสกุลเงิน GBP สูงถึง 1.48 เมื่อเทียบกับ USD และ 1.20 เมื่อเทียบกับ EUR ในวันที่ 2 กรกฏาคม 2010 แต่จากแหล่งข่าวของ BOE และ Bank of England ที่ยังประเมินตัวเลขเฉลี่ยอัตราการให้กู้ยืมเงินในการซื้อบ้าน (Mortgage lending) ในช่วงไตรมาสที่ 2 อยู่ที่ £49,000-49,900 ปอนด์ จากธนาคารทั่วไปใน UK ซึ่งน้อยกว่าไตรมาสแรก 0.3% ซึ่งลดลงไปถึงครึ่งหนึ่งจากไตรมาสที่สองในปีที่แล้ว (ดูเหมือนว่านโยบายการพัฒนาทางภาครัฐยังไม่ส่งผลที่ชัดเจนกับตลาดอสังหาริมทรัพย์ และตลาดการส่งออก)
เรามาลองมองดูปัจจัยอื่นๆ รอบนอกดูนะครับ โดยเริ่มต้นที่ผลการประชุมของ G20 ณ เมืองบูซาน ในประเทศเกาหลีใต้ ในวันที่ 7 มิถุนายน ประเทศในเครือสมาชิกวางแผนเพิ่มสภาพคล่องของธนาคารเพื่อรับเทศกาลฟุตบอลโลกในวันที่ 22 มิถุนายน 2010 โดยแนะนำให้ธนาคารพานิชณ์กู้ยืมเงินจากภาครัฐเพิ่ม เพื่อป้องกันภาวะเศรษฐกิจที่มีสภาพคล่องสูงอันเนื่องมาจากการเบิกถอนเงินออมจากคนในประเทศในช่วงเทศกาล
นอกจากนี้ผลการประชุมยังกดดันให้ประเทศจีนปรับเสถียรภาพของเงิน CNY (Chinese Yuan) เพื่อสร้างความเหมาะสมกับตลาดการส่งออกกับภาคยุโรป และภาวะหนี้จากลูกหนี้ในสหภาพยุโรปอีกด้วย แต่ยังหาข้อสรุปไม่ได้เกี่ยวกับการปรับอัตราแลกเปลี่ยนเงินหยวนของจีน
สำหรับผลประชุม G8 และ G20 ณ เมืองโตรอนโต (Toronto) ในประเทศแคนาดาในวันที่ 28 มิถุนายน ผลสรุปส่วนใหญ่อยู่ที่ “เห็นด้วย” และ “ไม่เห็นด้วย” ที่จะพึ่งพานักลงทุนจากฝั่งอเมริกาเพียงอย่างเดียว ในตลาดการเงินของ UK เพราะจากภาวะ Hamburger Crisis ที่ผ่านมา ส่งผลทำให้ปริมาณความต้องการของเงินปอนด์เสตอริงหล่นหายไปในตลาดการเงิน นอกจากนี้ทางด้านฝ่าย Rebel Lib Dems ก็ยังค้านถึงการปรับอัตรา VAT ที่อาจจะสูงถึง 20% ในช่วงปลายปี 2010 นี้ เพราะเกรงว่าประชาชนจะไม่สามารถรับภาระปัญหาเหล่านี้ได้ไหว
แม้ว่ายังมีปัจจัยอีกมากมาย ที่ดูเหมือนว่าทิศทางด้านการเงินจะยังไม่ดีนัก แต่ผมก็เชื่อว่าการที่พวกเราคนไทยที่ยอมห่างบ้านมาไกล และอาจสูญเสียความสุขหลายๆ อย่าง พวกเราเดินทางมาเพื่อทำงานหนักในต่างแดน ก็จะสามารถบรรลุในทุกความฝัน และทุกเจตจำนงของคุณ หากเรายังไม่ลืมความตั้งใจที่แท้จริงของตนเองก่อนที่จะก้าวมายังต่างแดน เพราะพวกเรากำลังย่อเวลาให้น้อยลงเหลือ 1 ส่วน จาก 5 ส่วน โดยคิดคำนวนจากรายได้เฉลี่ยในเมืองไทยที่ 10,000 บาท ต่อเดือน หรือประมาณ 120,000 บาท ต่อปี แต่เราสามารถหาเงินจำนวนนั้นที่ต้องทำงานหนักทั้งปีในเมืองไทย ในระยะเวลาแค่ 1-2 เดือนเท่านั้นเองในต่างแดน
Chakree Chankana
Financial Manager (MA ECOs&SOCA)
A&B General UK Limited
Authority and Related by Financial Services Authority and HM Revenue & Customs

AB Money – สรุปข่าวการเงินน่าสนใจตั้งแต่ปี 07 จนถึงปัจจุบัน

posted in: Press Releases | 0

ก่อนอื่นต้องขอแนะนำตัวก่อนนะครับ เราคือ A&B General UK Limited บริษัททางการเงินที่ได้รับอนุญาตจาก Financial Services Authority และ HM Revenue & Customs ซึ่งจดทะเบียน Currency Market ในตลาดการเงินเป็นของตัวเอง ภายใต้การบริหารงานของทีมงานคนไทยรายแรกใน UK ซึ่งดำเนินธุรกรรมทางการเงินอย่างเป็นทางการครบรอบ 4 ปี

นี่ถือเป็นคอลัมแรกของเรากับ Thai Smile กับเกร็ดความรู้ต่างๆ แนมโน้มดัชนีทางการเงิน ตลอดถึงอัตราแลกเปลี่ยนในตลาดโลก ซึ่งเราได้เก็บข้อมูลสถิติจาก Inter Bank of England , Currency Market รวมถึงภาวะเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจตั้งแต่ปี 2007 โดยเราจะนำเสนอ และสรุปให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจได้ในภาษาง่ายๆ นะครับ

ทุกคนรู้ว่าเศรษฐกิจตอนนี้กำลังย่ำแย่ จึงมีคำถามมากมายว่า “เพราะอะไรถึงทำให้เป็นเช่นนี้?” แล้วเมื่อไหร่มันจะดีขึ้น? ซึ่งเป็นคำถามติดอันดับยอดฮิตที่เราได้ยินกันทุกวันเลยทีเดียว โดยถ้าเรานับย้อนไปตั้งแต่ปี 2007 ในวันที่ 13 พฤศจิกายน ใครหลายคนจะยังจำได้ว่าอัตราแลกเปลี่ยน (Exchange Rate) ในตลาดมืดบ้านเราจะสูงถึง 71.30 บาท ต่อ 1 ปอนด์ ซึ่งยังตราตรึงในฝันของใครหลายคน ที่ยังแอบฝันเล็กๆ ว่ามันจะกลับขึ้นไปเป็นเหมือนเดิม เพราะว่าความจริงในวันนี้ลดลงมาเหลือ 45.13 บาท ต่อ 1 ปอนด์ ในช่วงวิกฤตสงครามกลางเมือง ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศปิดกระแสการเงินทั่วประเทศ รวมถึงตลาดหุ้นในช่วงวันที่ 19-23 พฤษภาคมเลยทีเดียว ผนวกกับค่าเงินที่แข็งตัวขึ้นในฝั่ง Asia โดยเฉพาะค่าเงิน AUD , SGD , HKD , JPY และ CNY ส่งผลให้ค่าเงินไทยแข็งตัวขึ้นไปด้วย เมื่อเทียบกับค่าเงินที่อ่อนตัวลงด้านฝั่งยุโรป และ UK

ย้อนไปเมื่อ 5-6 ปีก่อนสหภาพยุโรปยังไม่ได้รวมตัวกันอย่างเป็นทางการ ซึ่งต่างคนก็ต่างใช้สกุลเงินเป็นของตนเอง แต่เนื่องการทนต่อสภาพเศรษฐกิจและปัจจัยเสียดทานต่างๆ ไม่ไหวจึงรวมตัวกันเป็นสหภาพโดยใช้เงินสกุล EUR (ยูโร) เป็นตัวกลางทางการเงินมาสร้างดุลภาพในตลาดโลก เพื่อต่อรองดุลภาพในตลาดการนำเข้า-ส่งออก , ปรับอัตราหนี้ให้ลดลงจากกองทุนสหประชาชาติ (IMF) ตลอดจนเสถียรภาพของ Valuable Funds ของทองคำแท่งที่ไปค้ำประกันค่าเงินของตนเองในธนาคารโลก

เมื่อสหภาพยุโรปรวมตัวกันสำเร็จและใช้ Euro มาเป็นสื่อแลกเปลี่ยนทางสกุลเงิน ไม่นานนักทาง UK ก็ถูกกดดันให้มาใช้ “Euro” แทน “Sterling” ในฐานะที่ตัวเองก็เป็นประเทศหนึ่งในแถบยุโรปเช่นกัน รัฐบาลอังกฤษปฏิเสธที่จะรวมเงินกับสหภาพยุโรป แต่เนื่องจากแรงกดดัน และการเอื้อประโยชน์ในเชิงธุรกิจนำเข้า-ส่งออก จึงจำเป็นต้องยื่นข้อเสนออื่นให้กับทางยุโรปแทนการรวมเงินสกุลเดียวกัน ซึ่งนั่นก็คือการเปิดเสรีทาง Immigrations แทนการใช้เงินสกุล Euro

ทันทีที่มีผลบังคับใช้ “คนยากจน” จำนวนมหาศาลจากยุโรปก็ทะลักกันเข้ามาหางานทำใน UK โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน London ในช่วงกลางปี 2008 ซึ่งส่งผลในการแย่งตำแหน่งงานกันกับคนในประเทศ และภาวะอาชกรรม นอกจากนี้รัฐบาลอังกฤษยังจำเป็นจะต้องเอื้อประโยชน์ต่างๆ ให้กับชาวยุโรปตามข้อตกลงทาง Immigrations ผนวกกับภาวะ Hamburger Crisis (วิกฤตอสังหาริมทรัพย์ลอยตัว) ที่สืบเนื่องมาจากอเมริกา ทำให้รัฐบาลอังกฤษจำเป็นต้องอัดฉีดเงินมหาศาลมากถึง £3,000 Billion (หรือประมาณ สองแสนหนึ่งหมื่นสามพันล้านล้านบาท) เพื่อช่วยประชาชน และองค์กรต่างๆ ของรัฐในปีนั้น

ภาวะ Hamburger Crisis ยังทวีความรุนแรงมากขึ้น จากเศรษฐกิจที่เคยเฟื่องฟู และจากคนที่เคยปั่นราคาบ้านกันอย่างสนุกสนาน โดยที่ธนาคาร และ บริษัท Sub prime ก็ปล่อยเงินกู้มากขึ้น 115% จากราคาประเมิน เพราะแทบทุกสถาบันทางการเงินเชื่อว่า “ราคาอสังหาริมทรัพย์จะทวีสูงตัวขึ้นเรื่อยๆ” จึงเป็นการดีกว่าถ้าจะรับจำนองเก็บเอาไว้ในวันนี้ และคนในประเทศก็สนุกสนานกับการที่สถาบันทางการเงินมีข้อเสนอที่ถึงใจ… แต่ทว่าพอเศรษฐกิจพังทลายลง ประชาชนที่เอาบ้านไปจำนองก็ไม่สามารถส่ง Mortgage ได้ ส่งผลให้บริษัท Sub prime ล้มละลายกันเป็นแถบ รวมถึงความไม่มั่นคงของธนาคารยักษ์ใหญ่ในเครือ RBS , NatWest Bank , Bank of Scotland , HSBC และ Lloyds TSB เพราะทุกฝ่ายได้เก็บกระดาษโฉนดบ้านของผู้คนในประเทศไว้เต็มโต๊ะ แต่ว่าไม่มีใครสามารถเอาเงินมาไถ่กระดาษเหล่านั้นได้เลย โดยที่ธนาคารเองก็ปล่อยเงินกู้ไปจำนวนมหาศาล แต่กลับไม่ได้ดอกเบื้ย หรือเงินต้นคืนอย่างที่คิด สิ่งที่ได้กลับมาคือ (หนี้สูญ) เท่านั้น ทำให้ธนาคาร Lloyds TSB ประกาศขาดทุนย่อยยับ หรือแม้แต่ Abbey Bank โดน take over จากเครือ Santander มารับช่วงกิจการแทนซึ่งสิ้นปี 2008 เพราะไม่มีเงินอัดฉีดดำเนินกิจการต่อไปได้

จากภาวะเศรษฐกิจดังกล่าวในช่วงกลางปี 2008 นั้น ทำให้รัฐบาลอังกฤษต้องอัดฉีดเงินอีกครั้งเพื่อช่วยอุ้มธนาคารต่างๆ ไม่ให้ล้ม (เพราะธนาคารคือหน้าตาของเศรษฐกิจมวลรวมในประเทศ) และช่วยคนตกงาน , เงินช่วยเหลือด้านต่างๆ , ปัญหาบัตรเครดิต ตลอดจนองค์กรของรัฐ ส่งผลให้รัฐบาลอังกฤษต้อง (ถอดทองคำ) ซึ่งนั่นก็คือ “ทองคำแท่ง” ที่ไปค้ำประกันค่าเงินสกุลของตัวเองในธนาคารโลกให้มีค่ามากขึ้น

แน่นอนที่สุดเมื่อรัฐบาลอังกฤษถอดทองคำที่ไปค้ำประกันค่าเงิน ก็จะได้เงินมาสร้างสภาพคล่อง และแรงอัดฉีดช่วยเหลือภาวะวิกฤตในประเทศ แต่ค่าเงินของตนเองก็จะมีค่าลดลงถดถอยลงไปเรื่อยๆ จากทุกครั้งที่คุณ (ถอดทองคำ) โดยจากสถิติที่เราเก็บเอาไว้จะเปรียบเทียบในช่วงเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นเดือนที่ค่าเงินปอนด์สูงที่สุดเมื่อเทียบกับค่าเงินบาท โดยในวันที่ 31 ตุลาคม 2007 : 1 ปอนด์ = 71.10 บาท และวันที่ 31 ตุลาคม 2008 : 1 ปอนด์ = 56.20 หรือหายไป 14.90 บาทต่อ 1 ปอนด์

มาถึงจุดนี้เราอาจจะยังมองไม่เห็นว่าถ้ามันหายไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้น? แต่ถ้านึกย้อนดีๆ กับการที่เราทำงานหนักเก็บเงินมาตลอด 1-2 ปี เพื่อให้ได้เงินมา 10,000 ปอนด์ (ตัวเลขสมมุติ) แล้วคุณก็เอาเก็บไว้ใต้หมอนเป็นอย่างดี ซึ่งปรากฏว่าเงินจำนวน 710,000 บาท ลดลงเหลือ 562,000 บาท โดยที่หายไปในอากาศ 149,000 บาท (โดยที่ไม่ได้มีใครไปขโมยเงิน 10,000 ปอนด์ที่ใต้หมอนของคุณด้วยซ้ำ)

ในช่วงปี 2009 รัฐบาลอังกฤษยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาขาดดุลทางการค้า และการนำเข้า-ส่งออกกับต่างประเทศได้ รวมถึงภาวะการตกงานของคนในประเทศ ส่งผลให้องค์กรนานาชาติทางการเงิน ประเมินลดระดับความมั่นคงทางการเงินของประเทศอังกฤษจาก AAA เหลือ AA+ ซึ่งรัฐบาลอังกฤษก็ยังสามารถรอดพ้นจากการอัดฉีดเงินก้อนสุดท้ายเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนานาชาติไว้ได้

หลายๆ องค์กรยังแอบฝันเล็กๆ ว่าน่าจะเป็นภาวะเศรษฐกิจระยะสั้น และทุกอย่างก็จะกลับมาดีเช่นเดิม แต่ดูเหมือนว่าค่าเงินปอนด์ที่อ่อนตัวลง หลังจาก Trust ล้ม (องค์กรเสถียรภาพทางการเงินในประเทศ) ก็จะสืบเนื่องยาวนาน ผนวกกับความไม่มั่นคงในประเทศไทย ทำให้ธนาคารกลางดันค่าเงินตัวให้แข็ง เพื่อป้องกันการแทรกแทรงจากนายทุนต่างประเทศ ที่จะมากว้านซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ รวมถึงที่ดินในประเทศไทย ในภาวะที่การเมืองไม่มั่นคง ทำให้ FOREX Exchange rate ปิดตลาดที่ 54.65 บาท : 1 ปอนด์ ในวันที่ 31 ตุลาคม 2009 โดยที่น้อยกว่าปี 2008 ที่ว่าย่ำแย่จนถึงขีดสุดในรอบ 18 ปี (โดยเทียบเท่าภาวะเศรษฐกิจในช่วงสงครามโลกครั้งที่2)

รัฐบาลอังกฤษประกาศแก้ไขปัญหาวิกฤตทางการเงินอย่างเต็มรูปแบบในช่วงต้นปี 2010 โดยเริ่มร่างนโยบายจัดระบบประชาชนชาวยุโรปที่เข้ามาใน UK ตลอดถึงจำกัดการขอวีซ่าทำงานจากแรงงานต่างด้าว (Working Permit) และตัดงบประมาณช่วยเหลือคนยุโรป และคนอังกฤษเองในหลายด้านๆ เพื่อฟื้นฟูเงินคงคลังในประเทศ แต่ดูเหมือนเศรษฐกิจมวลรวมก็ยังไม่ดีขึ้นเนื่องจากตลาดด้านนำเข้า-ส่งออกยังต้องพึ่งพายุโรปอยู่มาก และทว่ายุโรปโดยเฉพาะประเทศกรีก (Greece) ที่ประสบปัญหาหนี้สินล้นพ้นหัวกับ IMF ถึง 600 Billion Euro (ประมาณ สองหมื่นสี่พันล้านล้านบาท) หรือแม้แต่ประเทศสเปนที่เพิ่งเสียตำแหน่งความมั่นคงทางการเงินจาก AAA เหรือ AA+ เมื่อวันที่ 1 มิถุนยน 2010 โดยที่ประเทศเยอรมัน และฝรั่งเศษที่เป็นพี่ใหญ่ที่พักพิงจากประเทศในสหภาพยุโรปทำได้เพียงเอาตัวรอดเท่านั้น

ตลาดหุ้นใน Wall Street ในกรุงนิวยอร์ค (NYSE) ประเทศอเมริกายังประสบปัญหาขาดดุล และดัชนีดาวโจน Dow Jones ก็ล่วงเพดานถึง 10,500 จุด ไม่ว่าจะเป็นตลาดยักษ์ใหญ่อย่างเครือ RSH (Ratio Shack Corp) -2.79% , APC (Anadarko Petroleum) -19.55% และ GIS (General Mills Inc) -11.91% เทียบจากไตรมาสต์ที่ผ่านมา ซึ่ง US Dollar ที่ลิ้งโดยตรงกับ THB Thai Bath จะส่งผลผันแปรตามกันไป ทำให้ค่าเงินไทยประสบปัญหาดุลภาพด้านส่งออก และกลุ่มอุตสหกรรมไปด้วย

แม้ว่าจะเกิดภาวะวิกฤตมากมาย แต่สักวันนึงเราเชื่อว่าเมฆฝนก็จะจางหายไป มาพร้อมกับความสดชื่นอีกครั้ง จากตลาดการเงินวันที่ 2 มิถุนายน 2010 อัตราแลกเปลี่ยนสูงถึง 48.46 บาท : 1 ปอนด์ จาก 45.13 (มากขึ้น 3.33 บาท) ในเวลา 2 สัปดาห์ ในช่วงความไม่สงบในประเทศไทย ซึ่งเรายังแอบภาวนาเล็กๆ ว่านี่อาจจะเป็นสัญญาณที่ทุกอย่างจะกลับไปในทิศทางที่ดีขึ้น จากนักเศรษฐศาสตร์ที่คาดการณ์ภาวะใน UK จะฟื้นตัวขึ้นหลังปี 2014 (หรือหลังช่วงโอลิมปิกอีก 2 ปี)
Chakree Chankana
Financial Manager (MA ECOs&SOCA)
A&B General UK Limited
Authority and Related by Financial Services Authority and HM Revenue & Customs