A&B Money – April 04/2011 – สรุปข่าวการเงินประจำเดือนเมษายน 2011

posted in: Press Releases | 0

สวัสดีครับ พบกับเราอีกครั้งกับสรุปข่าวการเงินทั่วโลกประจำเดือนเมษายน 2011 กับสาระหน้ารู้เกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยนใน Currency Market , ตลาดหุ้น ตลอดจนข้อมูลของนักลงทุนจาก Inter Bank of England

สำหรับอัตราแลกเปลี่ยนของเดือนแรกในไตรมาสที่ 2 ประจำปีนี้ก็ดูเหมือนจะค่อยๆ ขยับตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงต้นปีซึ่งปิดอยู่ที่ 48.87 GBP:THB โดยสูงขึ้น 1.14 บาท เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยรวมของเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยตัวเลขค่าเฉลี่ยรวมนี้เป็นไปอย่าง “หวือหวา” อันเนื่องจากปัจจัยทางการเมือง และวันหยุดราชการ-ศาสนาทั้งใน UK และเมืองไทยรวมยาวนานกว่า 7 วัน ส่งผลให้ธนาคาร ตลาดหุ้น และตลาดการเงินต้องหยุดชะงักตามๆ กันไป

Pound Sterling ทะลุเป้าเกินความคาดหมายในพฤหัสที่ 28 เมษายนที่ผ่านมา โดยปิดยอดสูงสุดที่ 50.44 GBP:THB ก่อนเข้าสู่วันหยุดเพื่อเฉลิมฉลองพิธีวิวาห์รักของเจ้าชายวิลเลียม (Prince William) และเจ้าหญิงเคท (Kate Middleton) โดย “เดวิด คาเมรอน” นายกรัฐมนตรีอังกฤษได้สั่งประกาศให้วันศุกร์ที่ 29 เมษายนที่ผ่านมาเป็นวันหยุด เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมกับงานวิวาห์รักที่เป็นที่จับตาของคนทั้งโลกเมื่อสามัญชนอย่าง “เคท” ได้ก้าวเข้าสู่ครอบครัว Royal Family ในตำแหน่งใหม่ของ Royal Duchess ผู้มีสิทธิ์ในพระราชบัลลังค์อันดับ2 ต่อจากเจ้าหญิงคามิลล่า

ประชาชนผู้ให้ความสนใจทางโทรทัศน์ทั่วโลกสูงถึง 1,000 ล้านคน ตลอดจนข้อคิดเห็นต่างๆ ในสื่ออินเตอร์เน็ตที่สูงกว่า 10 ล้านโพสต์ในวันเดียว ซึ่งลบสถิติงานแต่งงานของฟ้าชายชาร์ลส์ และเจ้าหญิงไดอาน่าเมื่อปี 1980 และ “เคท” กับชื่อใหม่ของเธอที่เรียกว่า “เจ้าหญิงแคทเธอรีน” (Princess Catherine) กับระยะเวลายาวนานถึง 8 ปี ในการปรับตัวเข้าหากันระหว่างเจ้าชาย กับหญิงสามัญชนก่อนพิธีงานวิวาห์ ทั้งคู่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันที่พระราชวังบัคกิ้งแฮมตลอดสัปดาห์หลังจบพิธีอภิเสกสมรส โดยทั้งคู่ได้เล็งหมู่เกาะเซเซลส์ ในมหาสมุทรอินเดียเป็นที่ฮันนีมูนในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า

อย่างไรก็ดี “เคท” หรือ “เจ้าหญิงแคทเธอรีน” ยังคงต้องเรียนรู้ในการดำรงชีวิตในฐานะเจ้าหญิงอีกมาก ตั้งแต่การเดิน , การกิน , การคำนับ (ถอนสายบัว) ตลอดจนการวางตัว และพูดจากับคนในราชวังค์ และคนทั่วไป

http://www.telegraph.co.uk/news/uknews/royal-wedding/8153299/Royal-Wedding-Date-Prince-William-and-Kate-Middleton-to-marry-on-April-29.html

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1299730358&grpid=&catid=50&subcatid=5000

1. ภาพรวมเศรษฐกิจใน UK

เศรษฐกิจมวลรวม ตลอดจนธุรกิจรายย่อยทั้งหมดของ UK ขึ้นอยู่กับห้องประชุมเล็กๆ ในคณะรัฐบาล โดยผลประชุม และมติการตัดสินทุกครั้งเป็นเครื่องกำหนด Rate ใน Bank of England ในขณะที่ PMI (Pensions Management Institute) สรุปผลตัวเลขที่เป็นไปในทิศทางบวก นับจากนโยบายแก้ปัญหาของทางภาครัฐได้มีผลบังคับใช้เมื่อ 13 เดือนก่อน โดยยอดหนี้เสียของอังกฤษค่อยๆ ลดลงอย่างที่คาดการณ์เอาไว้

แม้ว่าข้อมูลของทางภาครัฐที่ประกาศออกมานั้นค่อนข้างคลุมเครือ และดูเหมือนขัดแย้งกับยอดการส่งออก , ปัญหาตลาดอสังหาริมทรัพย์ และตัวเลขที่เพิ่มขึ้นของคนตกงาน เราก็ยังคงมองในแง่ดีที่ Pound Sterling ยังคงเหนือกว่า Euro 1 ก้าวเสมอ ใน European Market และ ECB (European Centre Bank) โดยวัดจากไตรมาสแรกที่ผ่านมาจากค่าประมาณการที่สูงกว่า GBP:EUR 0.5% แต่ทำได้จริงที่ 1.27% แม้ว่า UK จะเจอกับภาวะเงินเฟ้อ 14.40% แล้วก็ตาม

นักเศรษฐศาสตร์กว่า 57 รายได้ผลสรุปเด่นชัดตรงกัน จากผลสำรวจของสำนักข่าวชื่อดังในอเมริกาอย่าง “Bloomberg” ที่คาดการณ์ได้แม่นยำ ว่า Bank of England จะประกาศลดค่าเงินอย่างมากไม่เกิน 0.5% ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังวิเคราะห์ถึงตัวเลขที่รักษาระดับคงที่ตลอดถึงเดือนมิถุนายน เพื่อรักษาเสถียรภาพ และป้องกันการสับสนในการกู้เงินของธุรกิจรายย่อย รวมถึงการฟื้นตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์ นอกจากนี้นักวิเคราะห์บางท่านยังมองว่า “การอ่อนตัวของเงินอังกฤษภายใต้ข้อโต้แย้งจากประชาชนนั้น ไม่ได้เป็นปัญหาหนักใจใดๆ รวมถึงกล่าวชมถึงนโยบายการแก้ปัญหาดังกล่าวได้ดีในตลาดการส่งออก เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนเศรษฐกิจก่อนงานกีฬาโอลิมปีกในปีหน้าอีกด้วย”

Consumer price index หรือ CPI สรุปยอดการซื้อ-ขายจากธุรกิจรายปลีกที่ตกลงไป 3.5% ซึ่งตัวเลขนี้เป็นเครื่องบ่งชี้การจับจ่ายของคนในประเทศที่ระวัง “รายจ่าย” ของตนเองมากขึ้น อันเนื่องจากราคาที่สูงขึ้นโดยทั่วไปในตลาด ที่มีผลจากราคาต้นทุนที่สูงขึ้นของวัตถุดิบรากหญ้าอย่างน้ำมัน และทองแดง ตลอดจนการขนส่งในประเทศที่ธนาคารอังกฤษลด Rate ลง 0.5% ยาวนานจนถึงปัจจุบัน

Pound Sterling ที่อ่อนตัวจากนโยบายลด Rate ของ Bank of England บีบให้มูลค่าของเงินไม่แตกต่างกันมากนักกับ Euro และ US Dollar ซึ่งแนวโน้มจากสมาคมธุรกิจรายปลีกยังคาดการณ์ว่า “จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเรื่อง Rate ใดๆ จนถึงเดือนสิงหาคมนี้” อย่างไรก็ดีผมคิดว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงมากนัก จากสภาพการณ์ขึ้นๆ ลงๆ แบบชั่วคราวในเดือนนี้ เพราะตัวเลขที่มีเสถียรภาพต่ำอันเนื่องจากการดำเนินการที่ไม่ต่อเนื่องในตลาดการเงินจากช่วงวันหยุดหลายวันในเทศกาล Easter นี้

2. การเงิน กับชีวิตใน UK

คำว่า “ล้มละลาย” หรือ “Bankrupt, Insolvency” อาจมีใครหลายคนในที่นี้เคยได้ยินมาบ้าง แต่จะมีใครเข้าใจถึงความน่ากลัวอย่างถ่องแท้ของคำๆ นี้ ในเมื่อผู้ถูกศาลตัดสินอย่างเป็นทางการว่า “ล้มละลาย” จากการถูกฟ้องร้องทางคดีแพ่ง หรือถูกธนาคารประเมินยอดหนี้สินที่ผู้กู้ยืมไม่มีความสามารถในการชำระคืนได้ด้วยเหตุผลใดก็ตาม

ตามกฏหมายทางการเงินของ UK นั้น ผู้ถูกฟ้องล้มละลาย คือผู้ที่มียอดหนี้สินสูงตั้งแต่ 30,000 ปอนด์ขึ้นไป โดยได้รับจดหมายทวงถามจากเจ้าหนี้ที่ฟ้องร้องในนามบุคคล หรือแม้แต่ในนามนิติบุคคลก็ตามภายใต้ระยะเวลาหนึ่ง ตลอดจนจดหมายสุดท้าย (Last Notice) ก่อนนำไปพิพาทเพื่อตัดสินในชั้นศาล ซึ่งหากผู้กู้ยืมไม่มีความสามารถชำระเงินได้ตามกำหนด โดยขาดส่งดอกเบี้ย หรือยอดเงินตามสัญญาภายใต้เวลาที่กำหนด หรือ ขาดการผ่อนชำระนานกว่า 3 งวดติดต่อกันจนอันได้รับจดหมายทวงถามเป็นลายลักษณ์อักษร (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรูปแบบสัญญาเงินกู้ตามกฏหมายก่อนการกู้ยืม)

ผู้ที่ถูกฟ้องล้มละลายนั้น จะถูกตัดสิทธิ์จากระบบ Credit ทุกชนิดภายใต้ราชอนาจักร ชื่อเจ้าของบัญชีธนาคารจะถูกปิด และเงินที่อยู่ในบัญชีทั้งหมดจะถูกจำหน่ายไปยังผู้ฟ้องตามกฏหมาย สำหรับสินทรัพยท์อื่นๆ เช่น บ้าน, หุ้น, รถยนต์, ธุรกิจ หรือแม้แต่เฟอร์นิเจอร์ทุกอย่างที่ถูกซื้อภายใต้ชื่อของผู้ล้มละลายจะถูกยึด และนำไปขายทอดตลาดเพื่อนำเงินสดที่ขายได้ไปให้ผู้ฟ้องร้องตามกฏหมายอีกด้วย

ในระหว่างนี้ผู้ถูกฟ้องล้มละลายไม่มีสิทธิ์ที่จะเปิดบัญชีธนาคาร, จดทะเบียนนิติบุคคล, ไม่มีสิทธิ์ในการซื้อ-ขายสังหาริมทรัพย์ ตลอดจนไม่สามารถครองกรรมสิทธิ์ของมีค่าได้ 5 ปี นับจากวันที่ล้มละลาย และผู้โดนฟ้องล้มละลายส่วนมากนั้น จะถูกปฏิเสธการจ้างงานจากผู้ประกอบการ อันเนื่องจาก Credit Score ที่ติด Black list ในระบบการเงิน แต่ถ้าหากผู้เสียหายการฟ้องร้องทราบว่า “ผู้ล้มละลาย” ถูกว่าจ้างจากผู้กอบการใดก็ตาม ก็สามารถทวงถามรายได้จากผู้ประกอบการได้โดยตรงภายใต้วงเงินที่ผู้ล้มละลายสร้างความเสียหายเอาไว้ในระยะเวลา 5 ปี

แม้ว่า “ผู้ถูกฟ้องล้มละลาย” จะต้องเผชิญหน้ารับกรรมที่ตนทำไว้ยาวนานก็จริง แต่ “หนี้สูญ” ที่เกิดขึ้นนั้นได้สร้างปวดร้าวให้กับผู้ให้กู้โดยตรงซะมากกว่า ดังนั้นรัฐบาลจะเข้ามาชดเชยค่าเสียหายที่เกิดขึ้น 50% จาก “หนี้สูญ” ที่เกิดขึ้น และอีก 50% ที่เหลือก็จะตกอยู่ที่ผู้ให้กู้ หรือ Bank นั่นเอง

เพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว…ธนาคารได้วางนโยบายใหม่ในการให้กู้ยืมในรูปแบบต่างๆ โดยไม่ยอมให้กู้ยืมในวงเงินที่สูงถึง 30,000 ปอนด์ เพื่อหลีกเลี่ยง “ลูกค้าหัวหมอ” ที่ยอมให้ Bank ฟ้องล้มละลาย แล้วเจ้าตัวก็จะได้ไม่ต้องชำระเงินคืนเลย นอกจากนี้ Bank ได้วางรูปแบบการทวงถามหนี้สินไว้หลายรูปแบบ ตลอดจนประเมินยอด Credit ของลูกค้า ตลอดจนความเสี่ยงที่จะเกิดหนี้สูญ ก่อนการอนุมัติเงินกู้

สำหรับวีซ่านักเรียนที่ศึกษาระดับ Degree ขึ้นไป Bank จะปล่อยวงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 7,000 ปอนด์ และธุรกิจรายย่อย (ที่ไม่ใช่ร้านอาหาร) ก็จะปล่อยเงินกู้ได้สูงไม่เกิน 20,000 ปอนด์ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ ระหว่างนโยบายของธนาคาร และคุณสมบัติของผู้กู้อีกด้วย

สำหรับความท้าทายของการเปิดร้านอาหารไทยในปัจจุบันทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ หลังจากนโยบายทางภาครัฐที่กำหนด VAT สูงถึง 20% และลดค่าเงินลง 0.5% ผนวกกับเงินเฟ้ออีก 14.4% โดยยังไม่นับการปิดกั้นการนำเข้าผัก-สมุนไพรไทยเนื่องจากวัดปริมาณสารเคมีที่สูงกว่าที่กำหนด และยอดการตรวจเช็คปริมาณ MSG หรือผงชูรสจากร้านอาหารไทยส่วนใหญ่ที่มากเกินมาตรฐาน จากข้อสรุปปัญหาดังกล่าวรวมถึงสถิติยอด Bankrupt ของผู้ประกอบการคนไทยที่สูงติด 1 ใน 10 จากปริมาณยอดหนี้สูญของเครือ RBS, NATWEST และ Lloyds TSB ส่งผลให้ Bank ใน UK ส่วนใหญ่ จะส่ายหัวที่จะอนุมัติ “การกู้เงินเพื่อไปเปิดร้านอาหารไทย” ในปัจจุบัน

4. สรุป

ไม่มีที่ไหนดีพร้อมอย่างที่เราต้องการทุกอย่าง อยู่ที่คุณจะเลือกที่จะอยู่ และดำเนินชีวิตกับสิ่งที่คุณประทับใจมันมากที่สุดต่างหาก แล้วก็หยุดกับคำว่า “พอดี” ก็จะสร้างความสุขได้แท้จริงครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *