สรุปข่าวการเงินประจำเดือนกรกฏาคม 2010

posted in: Press Releases | 0

สรุปข่าวการเงินประจำเดือนกรกฏาคม 2010
สวัสดีครับ พบกับเราอีกครั้งกับสรุปข่าวการเงินทั่วโลกประจำเดือนกรกฏาคม 2010 กับสาระหน้ารู้เกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยนใน Currency Market , ตลาดหุ้น ตลอดจนข้อมูลของนักลงทุนจาก Inter Bank of England
ก่อนอื่นขอเริ่มต้นที่อัตราแลกเปลี่ยนใน Mid Market ซึ่งปิดตลาดที่ 47.00 บาท ในวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา และดูเหมือนจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ถึง 48.90 ในวันที่ 30 มิถุนายน ซึ่งอัตราแลกเปลี่ยนของ THB : Thai Bath สูงขึ้น 1.65 บาท ใน 1 เดือน ซึ่งถือว่าเป็นสัญญาณอันดีของพวกเราคนไทยการเริ่มต้นการชำระหนี้สินระหว่างประเทศ รวมถึงการลงทุน และเงินออม จากการแลกเปลี่ยนของเงินสกุลเงินปอนด์เสตอริงค์ใน UK เปลี่ยนเป็น Bath ในเมืองไทย
หากแต่เศรษฐกิจมวลรวมภายใน UK ยังไม่ดีมากนักถ้าเราวิเคราะห์จากข้อมูลในวันที่ 30 มิถุนายนในวันเดียวกันของปี 2009 ซึ่งปิดตลาดที่ 56.35 บาท : 1 ปอนด์ เราจะพบว่าเงินของเราหายไป 7.45 บาท หรือประมาณ 74,500 บาท จากมูลค่าโดยประมาณที่พวกเราคนไทยต้องอดทนทำงานหนักในต่างแดนมาตลอดทั้งปีเมือเทียบกับปีที่แล้ว
ย้อนไปดูสหภาพยุโรปในประเทศอีหร่าน ที่เพิ่งกู้เงินจากกองทุนสหประชาชาติ (IMF) สูงถึง 45 Billion Euros (ประมาณ 1.8 ล้านล้านบาท) หลังจากสภาพคล่องทางการเงินไม่เพียงพอในการบริหารประเทศ ส่วนประเทศกรีกก็กำลังเร่งปฏิรูประบบการชำระหนี้ โดยคาดว่าจะสามารถผ่อนชำระหนี้อย่างน้อยประมาณ 3 Billion Euros (หรือประมาณหนึ่งแสนสองหมื่นล้านบาท) ภายในปี 2014 หลังจากประสบปัญหาหนี้สินจนถึงขั้นวิกฤต ส่วนประเทศเสปน และอิตาลีเองก็ยังไม่มีข่าวคราวการช่วยเหลือใดๆ ภายในเครือสหภาพ หลังจากเพิ่งสูญเสียตำแหน่งความมั่นคงทางการเงินจาก AAA เหลือ AA โดยภาวะหนี้สินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตลอด 11 เดือนที่ผ่านมา และสำหรับยักษ์ใหญ่ของสหภาพยุโรปอย่างเยอรมัน และฝรั่งเศษก็เจอภาวะ “แช่แป้ง” จากหุ้นที่สูงจนติดเพดาน ทำให้เจอภาวะการเงินฝืดในเศรษฐกิจมวลรวม แม้ว่าจะโดนเสียงวิพากวิจารณ์จากนักลงทุนในเรื่องราคาหุ้นต่อหน่วยการลงทุนก็ตาม ทำให้นักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์หันมาเล่น “โยนรับ โยนส่ง” ในช่วงสั้น (เก็งซื้อ และเทขายหุ้นในระยะสั้นไม่เกิน 2 สัปดาห์)
ซึ่งในตลาดการเงิน และตลาดหุ้นนั้น ผมขอแบ่งกลุ่มนักลงทุนเป็น 2 ประเภท คือ พวกที่คิดว่าดัชนีราคาหุ้น หรือสกุลเงินจะสูงขึ้นเรื่อยๆ และยากที่จะมีปัจจัยใดๆ ก็ตามมาหยุดแนวโน้มการเจริญเติบโตในทันที จึงตัดสินใจซื้อหน่วยการลงทุนนั้น โดยนักลงทุนกลุ่มนี้จะซื้อในจุดที่ราคาซื้อขายที่สูง โดยคาดว่ามันจะต้องสูงขึ้นอีกอย่างแน่นอน จึงเป็นการดีหากซื้อเก็บไว้ในนาทีนี้ในราคาที่ถูกกว่า ผมเรียกประเภทนี้ว่า “ชาวไร่” (ชาวไล่) และสำหรับพวกที่ชอบกว้านซื้อหุ้น หรือสกุลเงินในช่วงที่ตกต่ำจนถึงขีดสุด โดยแอบฝันว่าเมื่อน้ำลง ก็ย่อมมีน้ำขึ้นเป็นของธรรมดา ผมเรียกนักลงทุนกลุ่มนี้ว่า “ชาวสวน” ส่วนรูปแบบการทำกำไรของ “ชาวไร่ และชาวสวน” นั้นขึ้นอยู่กับว่านักลงทุนจะนำหน่วยลงทุนนั้นไปเล่นแร่แปรธาตุอย่างไรในตลาดการเงิน ในรูปแบบการลงทุนระยะสั้น-ยาว

ด้านการตลาดการส่งออกของสหภาพยุโรปก็ยังไม่ดีขึ้น ผลกระทบมาจากการตกต่ำของสกุลเงิน Euro ที่ล่วงเพดานเหลือ 1.21 GBPEUR และ 1.20 EURUSD ทำให้เยอรมันประกาศขาดดุลในช่วงไตรมาสที่2 ที่ผ่านมา โดยประเทศส่วนใหญ่ในฝั่งยุโรปหันไปพึ่งแหล่งกู้เงินแหล่งใหม่จากประเทศจีน (เนื่องจากจีนเสนออัตราเงินกู้ที่ต่ำกว่า IMF) ซึ่งลูกหนี้รายใหม่ๆ จากด้านยุโรปในปีนี้เพิ่มมากขึ้นถึง 63.3 Billion Pound หรือประมาณ (สองล้านห้าแสนสามหมื่นล้านล้านบาท) ทางด้านรัฐบาลจีนเองยังมุ่งเน้นด้านตลาดการส่งออก ซึ่งปีนี้ GDP เติบโตขึ้นถึง 50% โดยเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา จีนยังแนะนำประเทศต่างๆด้านฝั่งยุโรป และอเมริกาให้มุ่งเน้นเรื่องการส่งออก มากกว่าปรับอัตราเงินเฟ้อ หรือดอกเบี้ยเงินกู้ในประเทศ ซึ่งเป็นกุญแจหลักในการแก้ไขภาวะเศรษฐกิจของตนเอง
ย้อนมาทางด้านฝั่ง UK ที่ค่าเงินที่ค่อยๆ เติบโตขึ้นเรื่อยๆ หากเทียบกับ US Dollar และ Euro โดย THB ที่สูงถึง 49.28 บาท ต่อ 1 ปอนด์ ในวันที่ 2 กรกฏาคม 2010 ปัจจัยสืบเนื่องมาจากจำนวนประชาชนที่กลับถิ่นพักนักเดิมของชาวยุโรปตั้งแต่ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจในปลายปี 2009 เป็นต้นมา ที่ GBP เท่ากับ 52.85 : 1 บาท ในขณะเดียวกัน EUR เท่ากับ 49.85 : 1 บาท ส่งผลให้ชาวยุโรปที่อุตส่าห์ยอมทิ้งบ้านเกิดของตน มาทำงานเก็บเงินใน UK รู้สึกท้อแท้กับรายได้ของตนเอง ในเมื่อรายได้เฉลี่ยของคนทั่วไปใน UK ซึ่งอยู่ที่ 1,100 ปอนด์ (58,135 บาท) ซึ่งขณะเดียวกัน ถ้าทำงานที่ประเทศตนเองจะมีรายได้สูงถึง 1,350 ยูโร (67297.50 บาท) ซึ่งถ้านึกย้อนไปสมัยก่อนเมื่อปี 2007 เงินปอนด์เสตอริงค์จะอยู่ที่ประมาณ 76.00 บาท ในขณะที่ยูโรจะอยู่ประมาณ 49.30 ซึ่งแตกต่างถึง 26.70 บาทต่อหนึ่งหน่วย แต่มาถึงวันนี้ GBP และ EUR ห่างกันแค่ 3 บาท หรือประมาณ 8.2 เพนนี (Penne) เท่านั้นเอง
ผนวกกับรัฐบาลไทยที่เริ่มระดมเงินสกุลต่างประเทศในระบบ เพื่อชำระหนี้สินกับต่างประเทศ และกองทุนสหประชาชาติประจำปีในช่วงกลางไตรมาสที่ 4 ของทุกปี เมื่อปริมาณความต้องการ (Demand) ในระบบการเงินเพิ่ม ก็ส่งผลแปรตามให้เงินสกุลต่างประเทศปรับอัตราที่สูงขึ้นถ้าเปรียบเทียบกับสกุลเงิน THB ในช่วงนี้
เศรษฐกิจมวลรวมภายใน UK เริ่มขยับไปในทิศทางที่ชัดเจนหลังจากปรับ VAT สูงเป็น 17.5% ในต้นปี 2010 โดยผลักภาระให้ผู้บริโภคแทนการใช้เงินคงคลังของรัฐบาล โดยสามารถประหยัดงบประมาณช่วยเหลือในภาครัฐได้ถึง £3.7 Billion Pound (หรือประมาณ หนึ่งแสนเจ็ดหมื่นเจ็ดพันหกร้อยล้านล้านบาท) แม้ว่ากลยุทธ์ทางการเงินนี้ (อาจ) นำพาให้เศรษฐกิจภายในประเทศไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่ส่งผลข้างเคียงโดยตรงต่อสภาวะความเป็นอยู่ของคนในประเทศไม่ว่าจะเป็นปัญหาหนี้สินต่างๆ , งบประมาณดูแลสำหรับเด็ก , งบประมาณ และข้อยกเว้นสำหรับผู้ทุพภาพ และ การรับภาระ VAT จากสินค้าอุปโภคบริโภค)
แม้ว่ารัฐมนตรีการคลัง George Osborne ที่สนองนโยบายของ Cameron ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเต็มรูปแบบโดยการปรับดอกเบี้ยของธนาคาร และลดวงเงินกู้สำหรับประชาชนทั่วไป รวมถึงสร้างองค์กรทางการเงินที่ร่วมกับ SOSA (Serious Organised Crime Agency) เพื่อป้องกันฟอกเงินนอกระบบ และจำกัดการรั่วไหลของเงินออกนอกสหราชอนาจักร โดยเชื่อว่าภาวะดุลภาพของหนี้สินมวลรวมจะปรับเข้าที่ในปี 2014 และ เศรษฐกิจของประเทศจะสูงขึ้น 1.2% ในปีนี้ และจะมากขึ้นถึง 2.8% ในปี 2012 ปัญหาคนตกงานที่สูงถึง 8.1% ในปัจจุบันจะลดลงเหลือ 6.1% ในปี 2015 ภาวะหนี้จากภาครัฐจะลดลงไป 23% จากการปรับภาษีที่สูงขึ้น
จากความเชื่อมั่นดังกล่าวส่งผลให้เสถียรภาพใน Currency Market ของสกุลเงิน GBP สูงถึง 1.48 เมื่อเทียบกับ USD และ 1.20 เมื่อเทียบกับ EUR ในวันที่ 2 กรกฏาคม 2010 แต่จากแหล่งข่าวของ BOE และ Bank of England ที่ยังประเมินตัวเลขเฉลี่ยอัตราการให้กู้ยืมเงินในการซื้อบ้าน (Mortgage lending) ในช่วงไตรมาสที่ 2 อยู่ที่ £49,000-49,900 ปอนด์ จากธนาคารทั่วไปใน UK ซึ่งน้อยกว่าไตรมาสแรก 0.3% ซึ่งลดลงไปถึงครึ่งหนึ่งจากไตรมาสที่สองในปีที่แล้ว (ดูเหมือนว่านโยบายการพัฒนาทางภาครัฐยังไม่ส่งผลที่ชัดเจนกับตลาดอสังหาริมทรัพย์ และตลาดการส่งออก)
เรามาลองมองดูปัจจัยอื่นๆ รอบนอกดูนะครับ โดยเริ่มต้นที่ผลการประชุมของ G20 ณ เมืองบูซาน ในประเทศเกาหลีใต้ ในวันที่ 7 มิถุนายน ประเทศในเครือสมาชิกวางแผนเพิ่มสภาพคล่องของธนาคารเพื่อรับเทศกาลฟุตบอลโลกในวันที่ 22 มิถุนายน 2010 โดยแนะนำให้ธนาคารพานิชณ์กู้ยืมเงินจากภาครัฐเพิ่ม เพื่อป้องกันภาวะเศรษฐกิจที่มีสภาพคล่องสูงอันเนื่องมาจากการเบิกถอนเงินออมจากคนในประเทศในช่วงเทศกาล
นอกจากนี้ผลการประชุมยังกดดันให้ประเทศจีนปรับเสถียรภาพของเงิน CNY (Chinese Yuan) เพื่อสร้างความเหมาะสมกับตลาดการส่งออกกับภาคยุโรป และภาวะหนี้จากลูกหนี้ในสหภาพยุโรปอีกด้วย แต่ยังหาข้อสรุปไม่ได้เกี่ยวกับการปรับอัตราแลกเปลี่ยนเงินหยวนของจีน
สำหรับผลประชุม G8 และ G20 ณ เมืองโตรอนโต (Toronto) ในประเทศแคนาดาในวันที่ 28 มิถุนายน ผลสรุปส่วนใหญ่อยู่ที่ “เห็นด้วย” และ “ไม่เห็นด้วย” ที่จะพึ่งพานักลงทุนจากฝั่งอเมริกาเพียงอย่างเดียว ในตลาดการเงินของ UK เพราะจากภาวะ Hamburger Crisis ที่ผ่านมา ส่งผลทำให้ปริมาณความต้องการของเงินปอนด์เสตอริงหล่นหายไปในตลาดการเงิน นอกจากนี้ทางด้านฝ่าย Rebel Lib Dems ก็ยังค้านถึงการปรับอัตรา VAT ที่อาจจะสูงถึง 20% ในช่วงปลายปี 2010 นี้ เพราะเกรงว่าประชาชนจะไม่สามารถรับภาระปัญหาเหล่านี้ได้ไหว
แม้ว่ายังมีปัจจัยอีกมากมาย ที่ดูเหมือนว่าทิศทางด้านการเงินจะยังไม่ดีนัก แต่ผมก็เชื่อว่าการที่พวกเราคนไทยที่ยอมห่างบ้านมาไกล และอาจสูญเสียความสุขหลายๆ อย่าง พวกเราเดินทางมาเพื่อทำงานหนักในต่างแดน ก็จะสามารถบรรลุในทุกความฝัน และทุกเจตจำนงของคุณ หากเรายังไม่ลืมความตั้งใจที่แท้จริงของตนเองก่อนที่จะก้าวมายังต่างแดน เพราะพวกเรากำลังย่อเวลาให้น้อยลงเหลือ 1 ส่วน จาก 5 ส่วน โดยคิดคำนวนจากรายได้เฉลี่ยในเมืองไทยที่ 10,000 บาท ต่อเดือน หรือประมาณ 120,000 บาท ต่อปี แต่เราสามารถหาเงินจำนวนนั้นที่ต้องทำงานหนักทั้งปีในเมืองไทย ในระยะเวลาแค่ 1-2 เดือนเท่านั้นเองในต่างแดน
Chakree Chankana
Financial Manager (MA ECOs&SOCA)
A&B General UK Limited
Authority and Related by Financial Services Authority and HM Revenue & Customs

Leave a Reply