ทำงานประจำก็เป็น “VI” ในตลาดหุ้นได้

ผมเป็นพนักงานประจำที่ทำงานเช้าถึงเย็น ไม่ค่อยมีเวลาได้ศึกษาหาความรู้ใหม่ๆ จนกระทั่งมีเพื่อนมาชวนไปฟังสัมมนาที่เกี่ยวกับชีวิตกับการลงทุนอยู่ครั้งหนึ่ง ผมได้ยินคำว่า VI บ่อยมาก ซึ่งตอนนั้น ผมก็ยังไม่เข้าใจและรู้สึกว่ามันไกลตัวมาก
เมื่อประมาณ 3 ปีก่อน ในวันเลี้ยงรุ่น ผมได้ยินเพื่อนๆ พูดกันว่า อยากสบายตอนแก่ ต้องมี Passive income เยอะๆ ผมก็ได้แต่นั่งฟังและงงกับคำพูด เพราะผมไม่เข้าใจเลย ครั้นพอถามเพื่อนว่ามันคืออะไรและทำอย่างไร ผมก็โดนเพื่อนๆหัวเราะเยาะ หาว่าไม่ทันสมัยเลย แต่ก็พอจะได้คำตอบแบบนี้ครับ การให้เงินทำงานให้เรา และเราก็ไปหาเงินเพื่อให้ให้เงินทำงานให้เราอีก งงไหมครับ ตอนแรกผมก็งงครับ แต่พอกลับมาคิดๆดู เอ แล้วเราจะทำอะไรให้เงินทำงานให้เราหล่ะ
หลังจากวันนั้น ผมเริ่มมองหาสิ่งที่จะสร้างผลตอบแทนระยะยาว และอยากให้เงินที่มีอยู่ งอกเงยให้ทันก่อนที่จะเกษียณ ผมเลยเริ่มสอบถามและเข้าร่วมอบรม ทำให้ผมได้เรียนรู้และเข้าใจว่า VI คือ Value Investing (บางที่ก็ใช้ Value Investment) หรือการลงทุนแบบเน้นคุณค่า โดยเอาเงินที่เรามีไปลงทุนในหุ้นบริษัทที่เราคาดว่าผลประกอบการของกิจการจะต้องดีอย่างต่อเนื่อง บริษัทต้องมีงบการเงินที่ดี(มีสภาพคล่องดี) มีปันผลต่อเนื่อง 3-5 % เป็นอย่างต่ำ และที่สำคัญคือ ผู้บริหารจะต้องมีธรรมาภิบาลด้วย เมื่อผมได้รวบรวมข้อมูลทั้งหมดมา ผมก็เริ่มคิดการใหญ่ อยากผันตัวเองไปเป็นเจ้าของกิจการโดยเข้าไปถือหุ้นในบริษัทที่เราคิดว่าตรงตามหลักเกณฑ์ที่วางไว้ โดยทำการบ้านในหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการหาค่า P/E (Price to Earnings Ratio) หรืออัตราส่วนทางการเงินที่ใช้ในการวัดค่าความถูกหรือแพงของราคาหุ้น ซึ่งเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมแพร่หลายมากที่สุดในโลก และยังมีเทคนิคการหาหุ้นด้วยการประเมินค่าจาก PBV, ROE รวมถึงการดูโครงสร้างรายได้ของกิจการ กระแสเงินสด ซึ่งทั้งหมดนี้ ล้วนนำมาใช้ในการวิเคราะห์หุ้นกิจการที่เราอยากได้ไว้ในครอบครอง
เมื่อถึงจุดนี้แล้ว สิ่งที่ผมจะทำต่อก่อนจะเข้าไปซื้อหุ้นในกิจการนั้นๆ ผมจะใช้โอกาสที่มีการประชุมผู้ถือหุ้นเข้าไปร่วมรับฟังแผน โดยผู้บริหารส่วนใหญ่แล้วจะมาแจงผลการดำเนินงานในปีนี้ และแผนงานในปีหน้า ซึ่งเราสามารถมองเห็นภาพกว้างๆ และยังได้มุมมอง วิสัยทัศน์ของผู้บริหารว่ากำลังเดินไปในทิศทางไหน และแน่นอน เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่า แผนที่วางไว้จะประสบความสำเร็จหรือไม่ แต่อย่างน้อย เราก็ไม่ต้องมานั่งกังวลว่ากิจการที่เรากำลังลงทุนไปนั้น มีความเสี่ยงและอาจทำให้เงินต้นของเราสูญไปด้วย
แล้วยังมีทางเลือกของการลงทุนแบบอื่นๆที่น่าสนใจบ้างไหม
ผมเคยได้ยินคนพูดกันว่า การลงทุนแบบ Momentum investing เป็นการลงทุนด้วยเทคนิคการจับจังหวะหรือแนวโน้มการขึ้นหรือลงของพฤติกรรมผู้ที่เข้าไปลงทุนในตลาดหุ้น ซึ่งต้องอาศัยประสบการณ์และการเข้าใจปัจจัยพื้นฐานของหุ้นตัวที่ทำการซื้อขาย และยังมี Value averaging (VA) ลักษณะทั่วไปคือ การลงทุนเป็นประจำตามความถี่ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า (regular investment) และยังสามารถกำหนดได้หลากหลาย อาทิ รายสัปดาห์ รายเดือน รายไตรมาส รายปี โดยที่เราไม่ต้องคาดการณ์ภาวะตลาด มีการเพิ่ม/ลด เงินลงทุนให้แตกต่างในแต่ละงวดเพื่อให้เงินลงทุนเติบโตตามแผนการลงทุนที่เรากำหนดไว้ หากพอร์ตการลงทุนมีการเติบโตเกินแผน ก็จะทำการลดเงินลงทุนหรือขายสินทรัพย์ออกไปเพื่อแปลงเป็นเงินสดไว้สำรองเพื่อใช้ในการลงทุนต่อ
ผมคิดว่า การลงทุนย่อมมีความเสี่ยง แต่หากเราเก็บเงินไว้โดยที่ไม่พยายามให้เงินทำงานให้เรา ก็เท่ากับเสียโอกาสในการเป็นผู้ลงทุนและก็คงจะยากเพิ่มขึ้นอีกที่จะเกษียณแบบมนุษย์เงินเดือนและเงินที่สะสมงอกเงยไม่ทันเงินเฟ้อทุกปีที่มากขึ้นเป็นเท่าตัว
ดังคำกล่าวของปรมาจารย์ทางด้านการลงทุน ข้อแรกคือการรักษาเงินทุนไว้เพื่อใช้ในการลงทุน…..

https://en.wikipedia.org/wiki/Value_investing
https://en.wikipedia.org/wiki/Warren_Buffett
https://en.wikipedia.org/wiki/Benjamin_Graham
https://en.wikipedia.org/wiki/Momentum_investing
https://en.wikipedia.org/wiki/Value_averaging

Comments are closed.